“ไทยช่วยไทย” ครั้งที่ 2 เงินสะพัด 27 ล้านบาท ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนทั่วประเทศ

(10 พ.ค. 69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยผลกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ครอบคลุม 878 อำเภอทั่วประเทศ โดยมีประชาชนเข้าร่วมกว่า 2 แสนคน สร้างยอดจับจ่ายรวมกว่า 27.11 ล้านบาท และช่วยลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 6 ล้านบาท ซึ่งสินค้าจำพวกน้ำมันพืช ไข่ไก่ และสินค้า OTOP ได้รับความนิยมสูงสุด โดยรัฐบาลมุ่งใช้กลไกนี้กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและกระจายสินค้าคุณภาพราคาประหยัดให้เข้าถึงทุกชุมชนอย่างทั่วถึง

#ข่าวtiktok #ไทยช่วยไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #กระทรวงพาณิชย์ #กระทรวงมหาดไทย

5/10 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการเข้าร่วมกิจกรรม "ไทยช่วยไทย" ครั้งที่ 2 ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจมาก เพราะไม่เพียงแต่เป็นการช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและสร้างความเข้มแข็งให้กับสินค้า OTOP ซึ่งเป็นสินค้าท้องถิ่นที่มีคุณภาพดีและราคาย่อมเยา จากที่ได้ติดตามและพูดคุยกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลายๆ คน พบว่าหลายครอบครัวได้รับประโยชน์ตรงๆ จากการลดราคาน้ำมันพืชและไข่ไก่ ที่ถือเป็นวัตถุดิบหลักในครัวเรือนประจำวัน ซึ่งช่วยให้ประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่าที่คิด และยังได้สนับสนุนผู้ผลิตและผู้ขายในชุมชนของตนเองอีกด้วย สิ่งที่ประทับใจคือการกระจายกิจกรรมนี้ไปยัง 878 อำเภอทั่วประเทศ ทำให้ทุกชุมชน มีโอกาสเข้าถึงสินค้าราคาถูก และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศได้อย่างกว้างขวาง การที่ภาครัฐใช้โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือประชาชนในภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น สำหรับใครที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการ จะเห็นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการในกิจกรรมนี้เป็นต้นแบบที่ดีในการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และยังเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคมีการเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมอีกด้วย โดยส่วนตัวผมมองว่า "ไทยช่วยไทย" ไม่เพียงเป็นกิจกรรมลดค่าครองชีพแต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างผู้บริโภคและผู้ผลิตในชุมชน ช่วยกันยกระดับเศรษฐกิจลงสู่พื้นที่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง ซึ่งหากกิจกรรมนี้มีการจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีการพัฒนารูปแบบให้ครอบคลุมและสะดวกมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนได้มากขึ้นในอนาคต