ผลักดัน FoodTech ไทยใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ “รองนายกฯ ยศชนัน” ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารสู่ตลาดโลก
(22 พ.ค. 69) ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานเปิดโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี โดยเน้นย้ำการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาหารไทย โดยมีสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติร่วมกำกับดูแลความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ซึ่งเทคโนโลยีการฉายรังสีจะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้า ลดการปนเปื้อน และยืดอายุการเก็บรักษา เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน
#ข่าวtiktok #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #ข่าวการศึกษา #ข่าวนวัตกรรม #อาหารไทย
ในฐานะผู้ที่ติดตามและสนใจเทคโนโลยีด้านอาหารมาอย่างต่อเนื่อง ผมขอแชร์ประสบการณ์และแนวคิดเกี่ยวกับการผสมผสานเทคโนโลยีนิวเคลียร์กับอุตสาหกรรมอาหารไทย ซึ่งช่วยให้เห็นถึงอนาคตที่น่าตื่นเต้นของวงการ FoodTech ในประเทศเรา โดยทั่วไป การฉายรังสีอาหารเป็นวิธีการที่ใช้รังสีไอออไนซ์ในการฆ่าเชื้อและยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ทำให้อาหารปลอดภัยและสามารถเก็บได้นานขึ้นโดยไม่ต้องใช้สารกันบูด นี่เป็นสิ่งที่ช่วยลดการสูญเสียอาหารและขยายตลาดส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการสัมผัสโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสีนี้ ได้เห็นการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่ผ่านการควบคุมความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ มาประยุกต์ใช้จริงในกระบวนการผลิตอาหาร พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารไทย สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นจุดแข็งคือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและกลางได้เข้าถึงเทคโนโลยีนี้ จากการอบรมและความรู้ภายในโครงการ รวมถึงการสนับสนุนด้านมาตรฐานและการตรวจสอบคุณภาพ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีฉายรังสีช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสารปนเปื้อนและแบคทีเรียที่อาจเกิดขึ้นในอาหารสด ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในความปลอดภัยมากขึ้น และยังเป็นประโยชน์สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปที่ต้องการอายุเก็บรักษานานโดยไม่เสียคุณภาพ การผลักดัน FoodTech ด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์เช่นนี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าและลดต้นทุนการผลิต แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมอาหารไทยให้เทียบเท่าระดับสากล เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความยั่งยืนและแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่งในตลาดอาหารโลก











