รองนายกฯ "ยศชนัน" ดันวิสัยทัศน์ "ผู้สร้าง" นวัตกรรม เชื่อมโยงเครือข่ายนักวิชาชีพไทยในต่างแดนขับเคลื่อนประเทศ
(15 มิ.ย. 69) ในการปฏิบัติภารกิจ ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้แสดงวิสัยทัศน์เปลี่ยนผ่านประเทศไทยจาก "ผู้ซื้อ" เทคโนโลยี สู่ "ผู้สร้าง" นวัตกรรม โดยระบุว่าอดีตที่ผ่านมารัฐมักใช้วิธีจัดซื้อเทคโนโลยีโดยไม่ได้องค์ความรู้ ทำให้เกิดความไม่ยั่งยืน ยุทธศาสตร์ใหม่จึงเน้นการวิจัยเพื่อตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่ของไทยเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการนำผลงานวิจัยที่มีคุณภาพไปตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำระดับโลกเพื่อดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนระดับโลกให้เข้ามาร่วมงานกับไทยโดยไม่ต้องพึ่งพาเส้นสาย ทั้งนี้ ได้วางรากฐานทางเทคโนโลยีที่จะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 2-3 ปี และคาดว่าจะเห็นนวัตกรรมที่เป็นของไทยเองชัดเจนขึ้นในขวบปีที่ 4 ของการดำเนินงาน
#ข่าวtiktok #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #ข่าวการศึกษา #ข่าวนวัตกรรม #นวัตกรรมไทย
การพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทยนับเป็นเรื่องที่สำคัญเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยแนวคิดของการเปลี่ยนผ่านจากการเป็น "ผู้ซื้อ" เทคโนโลยี ไปสู่ "ผู้สร้าง" นวัตกรรมที่แท้จริงนั้น ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันทั้งในส่วนของภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการ รวมถึงเครือข่ายนักวิชาชีพไทยในต่างประเทศที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ระดับสากล ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา เรามักจะพบปัญหาว่ารัฐไทยเน้นไปที่การจัดซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศโดยไม่ได้มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ภายในประเทศ ทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นไม่สามารถพัฒนาให้มีความแข็งแกร่งและปรับใช้กับบริบทของไทยได้อย่างเต็มที่ จึงส่งผลให้การพึ่งพาภายนอกยังคงมีอยู่มาก จากประสบการณ์ส่วนตัว การนำผลงานวิจัยไทยไปตีพิมพ์ในวารสารระดับโลก ไม่เพียงแต่สร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้วิจัยไทยสามารถแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีกับนักวิทยาศาสตร์และนักนวัตกรรมจากทั่วโลกได้ด้วย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนวัตกรรมในหลายด้านที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของประเทศไทย นอกจากนี้ การเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิชาชีพไทยในต่างแดนถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะพวกเขาไม่เพียงแต่จะมีข้อมูลแนวโน้มเทคโนโลยีใหม่ๆ และการพัฒนาแห่งอนาคต แต่ยังสามารถเป็นสะพานให้เกิดการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีกลับมาพัฒนาภายในประเทศได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม ในฐานะผู้ที่สนใจและมีส่วนร่วมในวงการนวัตกรรมไทย ผมเห็นว่าภาครัฐควรวางรากฐานด้วยการสนับสนุนงานวิจัยที่มีคุณภาพและสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งระหว่างนักวิจัยไทยในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกับมีการผลักดันให้เกิดการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ให้เม็ดเงินลงทุนเข้ามามากขึ้น ซึ่งในอนาคตไม่นาน เราจะได้เห็นนวัตกรรม "Made in Thailand" ที่แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับในเวทีโลกอย่างแท้จริง การเปลี่ยนผ่านนี้อาจมีอุปสรรค แต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ไทยก็สามารถสร้างระบบนิเวศน์นวัตกรรมที่สมบูรณ์และยั่งยืนได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาวอย่างแน่นอน




































