เปิดรับสมัคร "ผู้สูงอายุ" อายุ 60-75 ปี เข้าทำงานในร้านสะดวกซื้อ 1,000 อัตรา กระทรวง พม. เดินหน้าร่วมมือเอกชน
(18 มิ.ย. 69) นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ลงนาม MOU กับภาคเอกชนเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุจำนวน 1,000 อัตรา ในตำแหน่งพนักงานดูแลพื้นที่ขายและลานจอดรถของร้านสะดวกซื้อ เพื่อสนับสนุนให้ผู ้สูงอายุที่มีศักยภาพได้มีรายได้ มีคุณค่า และพึ่งพาตนเองได้ โดยโครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (2569-2572) ทั้งนี้ กรมกิจการผู้สูงอายุจะเป็นผู้คัดกรองฐานข้อมูลผู้สูงอายุที่พร้อมทำงานส่งให้บริษัทต่อไป
#ข่าวtiktok #ข่าวผู้สูงอายุ #หางานทํา #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #กลุ่มเปราะบาง
ในยุคที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว การมีโครงการดีๆ ที่ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีงานทำเหมาะสมกับวัยถือเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ร่วมลงนาม MOU กับภาคเอกชนในการรับสมัครผู้สูงอายุวัย 60-75 ปี จำนวน 1,000 อัตรา เพื่อทำงานในร้านสะดวกซื้อในตำแหน่งพนักงานดูแลพื้นที่ขายและลานจอดรถนั้น ถือเป็นการสร้างรายได้และเพิ่มคุณค่าชีวิตให้กับผู้สูงอายุอย่างแท้จริง จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้พบเห็นผู้สูงอายุหลายคนในชุมชนของผมเอง หลายท่านมักประสบปัญหาการว่างงานและขาดรายได้หลังเกษียณ การเปิดโอกาสให้ทำงานที่เหมาะสมกับพลวัตของร่างกายและจิตใจในวัยนี้ เช่น งานดูแลพื้นที่ขายหรืองานดูแลลานจอดรถ ไม่ต้องใช้แรงงานหนักมาก จึงทำให้ผู้สูงอายุยังมีความมั่นใจในตนเอง รู้สึกมีประโยชน์ในสังคม และช่วยลดภาระทางครอบครัวได้อย่างดี นอกจากนี้ โครงการยังเป็นการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ โดยการเก็บข้อมูลและคัดกรองผู้สูงอายุที่มีศักยภาพและพร้อมทำงานโดยกรมกิจการผู้สูงอายุ จะช่วยให้การจ้างงานมีความเหมาะสมและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มุ่งมั่นสร้างชุมชนที่น่าอยู่สำหรับทุกวัย อีกทั้งการมีงานทำยังช่วยลดความเครียดและภาวะซึมเศร้าในกลุ่มผู้สูงอายุได้อีกด้วย จากประสบการณ์ของผู้สูงอายุที่ผมรู้จักที่ได้เข้าร่วมโครงการคล้ายคลึงกันพบว่า เมื่อมีตัวเลือกที่จะทำงานและมีรายได้ ย่อมทำให้พวกเขามีความสุขและรู้สึกมีกำลังใจในการดูแลสุขภาพและใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีคุณภาพมากขึ้น โครงการนี้จึงน่าจะเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทยอย่างยั่งยืน และหวังว่าผู้สูงอายุที่สนใจจะรีบสมัครเพื่อรับโอกาสดีๆ นี้ไว้ให้เร็วที่สุด


