ข่าวดี‼️ สำหรับคนมีลูกตั้งแต่แรกเกิด-6 ปี เห็นชอบเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า เดือนละ 600 บาท ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ “มหัศจรรย์ 2,500 วัน”
(15 ก.ค. 69) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) พร้อมด้วยนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เห็นชอบจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึง 6 ปีแบบถ้วนหน้าเดือนละ 600 บาท เริ่มปีงบประมาณ 2570 โดยยกเลิกขั้นตอนติดประกาศรายชื่อเพื่อความรวดเร็ว ทั้งยังผลักดันวาระแห่งชาติ “มหัศจรรย์ 2,500 วัน” เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์และระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัย รวมถึงรับรองแผนยุทธศาสตร์ 10 ปีของสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย เน้นการศึกษา ศตวรรษที่ 21 สุขภาวะจิต และการจ้างงาน พร้อมส่งเสริมตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมในกลไกคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎรเพื่อรับฟังความต้องการโดยตรงและยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยอย่างยั่งยืนทุกมิติ
#ข่าวtiktok #ข่าวสวัสดิการ #เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด #ข่าวเด็กและเยาวชน #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
การมีเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึง 6 ปีนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการช่วยเสริมสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้กับเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดจนเติบโตเข้าสู่วัยเรียน โดยเงินจำนวน 600 บาทต่อเดือนช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในช่วงเวลาที่เด็กยังต้องการการดูแลและพัฒนาอย่างใกล้ชิด ในฐานะผู้ปกครองที่เคยได้รับประโยชน์จากเงินช่วยเหลือนี้ รู้สึกว่าการสนับสนุนอย่างเป็นระบบช่วยให้สามารถจัดสรรงบประมาณในการเลี้ยงดูลูกให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องวิตกกังวลมากนักเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น อาหาร คุณภาพของเครื่องนุ่งห่ม หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์เบื้องต้น อีกทั้งการยกเลิกขั้นตอนติดประกาศรายชื่อ ทำให้การเบิกจ่ายเงินทำได้รวดเร็วและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง ที่สำคัญคือการบูรณาการแผนยุทธศาสตร์เพื่อเน้นพัฒนาด้านการศึกษายุคศตวรรษที่ 21 สุขภาวะจิต และการจ้างงาน เปิดโอกาสให้เยาวชนมีเสียงและส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ ระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยที่จัดตั้งขึ้นจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามและประเมินผลการพัฒนาเด็ก ทำให้ทีมผู้เกี่ยวข้องสามารถปรับปรุงนโยบายตามข้อมูลจริง และช่วยให้การลงทุนในทุนมนุษย์มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป ผมเห็นว่าโครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความยากจนในระยะสั้น แต่ยังเป็นการลงทุนในศักยภาพของเด็กไทยที่จะเติบโตไปเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพในอนาคต ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งครอบครัวและประเทศชาติอย่างแท้จริง
