วิธีสอนลูกให้เรียนเก่งในแบบของผมเอง #1 วิธีคิด

วิธีสอนลูกให้เรียนเก่งในแบบของผมเอง

หลายปีก่อน ผมเห็นลูกๆนั่งๆนอนๆกัน คือ...เชื่องช้าเป็นสล็อตเลย ถึงเวลาก็มีข้าวกิน มีเกม มีทีวี มีแอร์ มีแมวให้เล่น แล้วผมก็คิดเงียบๆ คนเดียวว่า…

“…ถ้าเราไม่อยู่แล้ว ลูกแกะเหล่านี้จะเป็นยังไง”

ก็ไม่ได้อยากคิด แต่ก็คิด ตอนนี้เรายังอยู่ ก็มั่นใจว่า ยังไงเราก็เลี้ยงได้แหละ เพราะไม่ได้กลัวลำบากเพื่อตัวเองแล้ว ตรงนี้ หลายๆคน ก็คงคิดแบบนี้ แต่พอผมคิดต่อไปอีก ก็ดันกลัวว่า…

ลูกจะอยู่ไม่รอด ถ้าไม่มีเรา

พอกลัวขึ้นมา แล้วก็มีปัจจัยหลายๆอย่างเข้ามาในชีวิต(เคยเขียนไว้ในกลุ่มสอบเข้า ม.1) ผมก็เริ่มมอง “การเรียน” ของลูกเปลี่ยนไป มันไม่ใช่แค่เรื่องเกรด ไม่ใช่แค่สอบให้ติดที่ดีๆ แต่มันคือ “จุดเริ่มต้นของการเอาตัวรอด”

ผมเลยค่อนข้างจริงจังกับเรื่องนี้ และเลือกสอนลูกในแบบที่บางทีก็เข้มงวดมากๆ แบบโหดสุดๆไปเลย

นอกจากนี้ ช่วงหลังๆ มีคนทักมาถามผมเยอะ ทั้งชมบ้าง ทั้งอยากรู้บ้างว่า สอนลูกยังไงให้เรียนเก่ง แล้วสอบเข้าที่ดีๆ ได้

เลยอยากลองเขียนแชร์แนวคิดของผม เผื่อจะเป็นประโยชน์กับพ่อแม่คนอื่นที่ อีกไม่กี่ปีก็จะเข้าสู่ฤดูการสอบเข้า ม.1 อย่างที่ผมผ่านมาแล้วถึง3รอบ แต่บางทีอาจไม่มีประโยชน์เลยก็ได้นะ😅 หรืออย่างน้อย… วันนึงลูกๆผมย้อนมาอ่าน จะได้เข้าใจว่า ทำไมพ่อถึงคิดแบบนี้ละกัน

ที่คิดไว้จะเขียนเป็นตอนๆ สั้นๆ ตามนี้

#วิธีคิด - ทำยังไงให้ลูกมีเป้าหมาย

#เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน - มันจริงมั้ย

#การติว -ทำยังไงให้ได้ผล

#แรงบันดาลใจในการไปสอบ - ต้องทำยังไง

เอาจริงๆผมเพิ่งเขียนแค่ตอนที่ 1 ส่วนตอนอื่นยังไม่ได้เขียน แต่จะพยายามสร้างอารมณ์ให้เขียนให้จบภายใน 2 อาทิตย์ ให้ได้😤

เริ่มจากตอนแรกกันเลย

“วิธีคิด”

เพราะอยากให้ลูกได้รู้เป้าหมายก่อน ไม่ใช่แบบว่า เอ่อ กูจะเรียนไปเพื่ออะไร เรียนไปงั้นๆ อะไรแบบนี้ แต่ต้องเจ้าใจว่า เรียนให้เก่งตอนนี้ เพื่อเอาไปใช้ต่อยอดในอนาคต ที่สำคัญ จุดหมายคือมีงานดีๆทำ

ผมบอกลูกเสมอว่า "ไม่ใช่" ว่าเรียนอะไรก็ได้ แบบว่าคณะที่จบมาแล้วแทบไม่มีงานรองรับ ขอให้เรียนง่าย จบง่ายรับปริญญาได้ก็พอแล้ว ถ้าจะเอาแบบนั้น ไปหาเงินเรียนเองเลย

จากที่เกริ่นไว้ตอนต้นเกี่ยวกับ ถ้าผมไม่อยู่แล้ว... ผมก็เลยถามลูกๆ ในวันนั้นเลยว่า

“ถ้าวันนึงพ่อแม่หายไปเฉยๆเลย จะทำยังไง” ลูกๆ ก็ช่วยกันตอบนะ เช่น ดูอาหารในบ้านว่ามีเหลือเท่าไหร่(อันนี้ดี ห่วงกินไว้ก่อน😅) โทรหายาย ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น

ผมถามต่อว่า “แล้วถ้าไม่มีใครเลี้ยงดูเราเลยล่ะ เราจะเอาตัวรอดยังไง ถ้าอาหารในบ้านหมดล่ะ แล้วจะไปเรียนยังไง ค่าเทอมอีก” ตรงนี้ลูกๆ ยังตอบไม่ได้หรอก ก็ปกตินะ เพราะเขายังเด็ก ผมเลยบอกต่อว่า

“เพราะแบบนี้แหละ พ่อถึงเข้มงวดเรื่องการตั้งใจเรียน เพราะวันนี้พ่อแม่ยังอยู่ แต่ถ้าวันข้างหน้า พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว ลูกจะได้มีความรู้ติดตัว เอาไปทำมาหากินเองได้ แบบว่าทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องขอใครอ่ะนะ การเรียนเก่งมันเลยสำคัญไง เข้าใจใช่มั้ย”

แล้วผมก็ต่อเนื่องเลยว่า แล้วก็เลือกเรียนในสิ่งที่เอาไปใช้ได้จริง หรือเรียนในสาขาที่มีใบประกอบวิชาชีพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีงานทำ ส่วนจะเรียนอะไร เดี๋ยวมาคุยกัน แต่บอกไว้ก่อน พ่อเป็นเผด็จการ เรื่องนี้สำคัญกับชีวิตลูก ดังนั้นจะไม่มีประชาธิปไตยอะไรทั้งนั้น

สุดท้าย ผมบอกลูกแบบขำๆ เราเป็นวิศวกรที่เล่นกีตาร์เก่ง หรือหมอที่วาดรูปเก่ง มันก็เท่ได้นะ

เหมือนพ่อไง โคตรเท่เลยใช่มะ

4/21 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เลี้ยงลูกมาหลายปี ผมพบว่าการสอนลูกให้เรียนเก่งไม่ใช่แค่เรื่องของคะแนนหรือสอบผ่านเท่านั้น แต่มันคือการปลูกฝังวิธีคิดที่ต้องมีเป้าหมายชัดเจน การทำให้ลูกเข้าใจว่า การเรียนในตอนนี้เป็นบันไดสำคัญที่จะนำไปสู่การมีงานดีและสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในอนาคตคือสิ่งที่ผมยืนยันให้ลูกเข้าใจเสมอ การตั้งเป้าหมายร่วมกับลูก เช่น การเลือกสาขาวิชาที่มีโอกาสประกอบอาชีพได้จริง หรือสาขาที่ออกแบบมาพร้อมใบประกอบวิชาชีพ เป็นความคิดที่ช่วยให้ลูกมองเห็นเส้นทางชีวิตหลังจบการศึกษา ซึ่งช่วยให้เขามีแรงบันดาลใจและทุ่มเทกับการเรียนมากขึ้น อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสอนลูกก็คือ ความจริงว่าเราไม่สามารถอยู่ดูแลลูกไปได้ตลอดชีวิต ดังนั้นการส่งเสริมให้ลูกมีความรู้ติดตัวและสามารถเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสอน ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ลำบากแค่ไหน เขาจะได้ไม่รู้สึกท้อหรือยอมแพ้ หัวใจสำคัญคือ ความเข้มงวดในการสอน ไม่ได้หมายถึงการบังคับอย่างเดียว แต่เป็นการมีเป้าหมายชัดเจนและสื่อสารให้ลูกเข้าใจว่า ทุกสิ่งที่ทำเพื่อเตรียมพร้อมชีวิตจริง ไม่ใช่แค่เรียนไปโดยไม่มีจุดหมาย สุดท้าย ผมชอบสร้างบรรยากาศให้การเรียนและเป้าหมายชีวิตของลูกเป็นเรื่องที่เท่และน่าสนุก เช่น การพูดเล่นว่าการเป็นวิศวกรที่เล่นกีตาร์เก่ง หรือหมอที่วาดรูปเก่ง ก็เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ เพราะมันคือการเตรียมพร้อมสำหรับความสำเร็จทั้งในงานและในชีวิตส่วนตัว การปลูกฝังแนวคิดนี้ทำให้ลูกสนใจเรียนมากขึ้นและมีแรงผลักดันตัวเองได้ดีขึ้นมาก