Automatically translated.View original post

Vitamin K2 is one of the most underrated vitamins in longevity medicine

— and almost no one talks about it. 🦴

Here's why it matters: when you take calcium or Vitamin D3, your body absorbs more calcium. But without K2, that calcium doesn't always go where you want it.

Without K2? It can deposit in your arteries — stiffening them and raising cardiovascular risk.

With K2 (MK-7)? It activates the proteins that direct calcium into your bones and away from your vessels.

If you're taking D3 or calcium, K2 is non-negotiable. They work as a team. 🩺

#vitamink2 #vitamind #supplements #longevity #lemon8ไดอารี่

8/12 Edited to

... Read moreจากประสบการณ์ที่ได้ลองเสริมวิตามิน K2 ในรูปแบบ MK-7 ที่มีอายุครึ่งชีวิตยาวนานและสามารถทำงานในร่างกายได้นานหลายวัน พบว่าการรับประทานร่วมกับวิตามิน D3 และแคลเซียมอย่างเหมาะสมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเสริมสร้างกระดูกได้ดีกว่าการรับประทานแคลเซียมหรือวิตามิน D3 เพียงอย่างเดียว วิตามิน K2 มีบทบาทสำคัญในการเปิดใช้งานโปรตีน osteocalcin ที่ช่วยจับแคลเซียมเข้าสู่โครงสร้างของกระดูก และโปรตีน MGP ที่ช่วยป้องกันไม่ให้แคลเซียมไปสะสมในหลอดเลือด ซึ่งหากแคลเซียมสะสมในหลอดเลือดอาจทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้การรับประทานวิตามิน K2 ควบคู่กับมื้ออาหารที่มีไขมันช่วยเพิ่มการดูดซึม เนื่องจากวิตามิน K2 เป็นวิตามินละลายในไขมัน อีกทั้งยังมีงานวิจัยชี้ว่าการรับประทานวิตามิน K2 อาจส่งผลดีต่อสุขภาพสมองจากการสนับสนุนการผลิตไมอีลิน และช่วยเพิ่มความไวในการตอบสนองต่ออินซูลิน โดยปกติแล้ววิตามิน K1 ที่พบในผักใบเขียวจะมีหน้าที่หลักในการช่วยให้เลือดแข็งตัว แตกต่างจากวิตามิน K2 ที่มีบทบาทเฉพาะในเรื่องการจัดการแคลเซียมและการปกป้องหลอดเลือด ดังนั้นการเสริมวิตามิน K2 จึงสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่รับประทานวิตามิน D3 หรือแคลเซียมเพื่อดูแลสุขภาพกระดูก จากประสบการณ์ส่วนตัว การติดตามและรับประทานวิตามิน K2 ในขนาดที่เหมาะสม 90-200 ไมโครกรัมต่อวัน พร้อมกับวิตามิน D3 และไขมันในอาหาร เป็นวิธีที่ชัดเจนและได้ผลในเรื่องการเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและลดความเสี่ยงของภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ช่วยให้เราได้ดูแลสุขภาพระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น