Don't worry about ai too.
หากเราพิจารณาประวัติการพัฒนาและใช้งาน AI ตั้งแต่ปี 2006-2009 จะเห็นได้ว่า AI เริ่มเข้าสู่ชีวิตประจำวันของเราผ่านระบบต่างๆ เช่น YouTube feed, Facebook news feed ซึ่งทำให้เราเริ่มคุ้นเคยกับการที่ AI มีบทบาทช่วยกรองและจัดการข้อมูลตัวอย่างเช่น Google Map ที่เริ่มใช้งานครั้งแรกในปี 2012 ก็ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นในการเดินทาง ไปจนถึงธนาคารเริ่มใช้ระบบ IVR และ Chatbot ในปี 2012 เพื่อเพิ่มความสะดวกในการติดต่อและบริการลูกค้า ต่อมาระหว่างปี 2016-2018 การใช้ AI เริ่มมีบทบาทชัดเจนขึ้นในธุรกิจเดลิเวอรี่และฟินเทค รวมทั้งระบบซื้อของออนไลน์ ทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกสะดวกและรวดเร็วกว่าเดิม จากนั้นในช่วงการระบาดของ Covid-19 ปี 2019-2021 เทคโนโลยี AI ได้รับการเร่งพัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น การแพร่หลายของแพลตฟอร์ม Tiktok ที่มีโมเดล AI ช่วยคัดกรองและแนะนำเนื้อหา อีกทั้งยังมีการประยุกต์ใช้ AI ในวงการแพทย์และการศึกษาอย่าง Telemedicine และ Edutech อย่างกว้างขวาง ในปี 2022-2023 เริ่มมีกระแสของ Generative AI ที่เข้ามาช่วยให้การทำงานสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่การสร้างเนื้อหาอัตโนมัติ การวิเคราะห์ข้อมูล และการช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากเทคโนโลยี AI ในช่วงก่อนหน้า ดังนั้นจึงไม่ควรกังวลกับ AI มากเกินไปเพราะแท้จริงแล้ว เราอยู่ร่วมและพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีนี้มาอย่างยาวนาน และในอนาคตปี 2024-2025 จะเห็นได้ว่า AI จะอยู่ในทุกพื้นที่ (AI Everywhere) อย่างแน่นอน เช่น การใช้ AI ในการตรวจจับการฉ้อโกงในระบบธนาคาร และในหลายๆ ภาคส่วนที่ต้องอาศัยความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง การทำความเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับ AI จึงเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการหวาดกลัวหรือวิตกกังวลเกินจำเป็น ด้วยการพัฒนาของ AI ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรามีประสบการณ์ใช้เทคโนโลยีนี้ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง และหากเรามองในมุมของ Soft Skills หรือนิสัยการเรียนรู้และปรับตัว จะเห็นว่า AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เราทำงานและใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น หากเราเรียนรู้และใช้งานอย่างถูกต้อง AI จะเป็นพันธมิตรที่ทรงพลัง ไม่ใช่ภัยคุกคาม ดังนั้นการเปิดใจยอมรับและทำความเข้าใจ AI อย่างถูกต้อง ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลในยุค Disruption นี้






























































