หมอผ่าตัด ที่ตัดสินใจไม่ผ่าตัด ก็สามารถช่วยชีวิตคนได้เหมือนกัน
ผู้หญิงอายุแค่ 30 ปี
ผ่าตัดมะเร็งรังไข่ไป 3 สัปดาห์ก่อน
วันนั้น…คนไข้กลับมา
กับอาการ “ปวดท้องที่สุดในชีวิต”
ไม่ถ่าย ไม่ผายลม ท้องโตจนเป็นลูกโป่ง
ตาโหลลึกกลมโบ๋…
เป็นสภาพที่บ่งบอกว่า ร่างกายขาดน้ำจนกำลังจะช็อก
คนไข้แกตัวเล็ก ผอม จากโรคเดิม
แต่ลำไส้…บวมโตจนคลำได้จากภายนอก
จาก CT scan พบว่า
น่าจะมีลำไ ส้อุดตันจาก “พังผืด” มากกว่าจะเป็นมะเร็งที่ลุกลาม
นั่นแปลว่า…มีโอกาส “ไม่ต้องผ่า”
แค่ใส่สายระบายสิ่งที่อุดตันออกมาก็เพียงพอ
แต่!!… ลำไส้เล็กของคนไข้ โตถึง 5 ซม.
มันใหญ่พอที่จะเป็นข้อบ่งชี้สำหรับ “การผ่าตัดฉุกเฉิน” โดยไม่ต้องคิดมาก
และหากหมอประเมิน ’พลาด‘
ผ่าตัดช้าไป ลำไส้อาจขาดเลือด เน่า
และแย่ที่สุด… เราอาจจะเสียคนไข้ไป
เพียงแต่ว่า…
คนไข้เพิ่งผ่าตัดใหญ่มา แผลเดิมยังไม่หายดี
และที่สำคัญ เขากำลังจะต้องกลับไปรักษามะเร็งต่อ
ถ้าผ่าตัดซ้ำตอนนี้ แผลอาจจะใหญ่ขึ้น
พักฟื้นนานกว่าเดิม
และอาจหมายถึง “ต้องเลื่อนการรักษามะเร็ง” ออกไป
หมอเลยต้องตอบคำถามที่ยากยิ่ง
“ผ่าเลย…หรือจะแค่ใส่สายระบายไปก่อนดี”
สุดท้ายตอนนั้น
หมอตัดสินใจที่จะยัง “ไม่ผ่าตัด”
ระหว่างนั้น คนไข้จะต้องใส่สายระบายทางจมูก
ดูดน้ำย่อย และ สิ่งที่อุดตันออก
หมอจะต้องเข้าตรวจ และ ประเมินอาการอย่างใกล้ชิด
เช็คว่าสายระบายตันหรือไม่
อาการปวดท้องแย่ลงมั้ย
ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น หมอจะต้องเป็นคนที่รู้คนแรก!!
และจะต้องไม่ปล่อยให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
เด็ดขาด!
ตอนนั้นคนไข้ยืนอยู่บริเวณ “เส้นบางๆ”
ระหว่างดีขึ้น…กับแย่ลง
ผ่านไป 12 ชั่วโมง
ยังมีอาการปวดอยู่… X-ray ดีขึ้นนิดเดียว
เห็นเงาของลมเริ่มผ่านลำไส้ไปได้บ้าง
แต่หมอยังไม่กล้าดีใจ
ตกกลางคืน… คนไข้ผายลมได้เล็กน้อย
หมอกับคนไข้เริ่มมีความหวังมากขึ้น
วันรุ่งขึ้น
ตอนเช้า เริ่มถ่ายได้
ความปวดลดลงมาเหลือ50%
ทุกคนเริ่มสบายใจขึ้น
แต่บ่ายวันนั้น ทุกอย่ างกลับตาลปัตร
คุณพยาบาลโทรมาแจ้งว่า
“คนไข้ปวดท้อง pain score 10/10 ค่ะหมอ”
ซึ่งหมายถึงคนไข้กลับมาปวดมากที่สุดในชีวิตอีกครั้ง
อาการที่เหมือนจะดีขึ้นแล้ว กลับต้องมาเริ่มต้นใหม่
ตอนนั้นยอมรับเลยครับ ใจหล่นวูบ
และคิดว่าถ้าไม่ไหวคงต้องผ่าตัดเพื่อรักษาชีวิตคนไข้ไว้ก่อน
แต่ตอนนั้น หมอส่ง X-ray เพื่อประเมินอีกรอบ
ยังโชคดี… ที่ลำไส้ยังไม่บวมถึงจุดต้องผ่าฉุกเฉิน
แต่ในใจตอนนั้นคิดว่า
“ถ้าพรุ่งนี้ไม่ดีขึ้น… คงต้องผ่าตัดสินะ”
เช้าวันถัดมา
สายระบายเริ่มทำงาน ออกมาเกือบ “1 ลิตร”
อาการปวดคนไข้เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่ยังไม่ถ่ายไม่ผายลม
จากคนไข้ที่ต้องนอนคู้ตัวนิ่งๆ เริ่มสามารถพักได้
เป็นสัญญาณเล็กๆ ว่าน่าจะพอไปไหว
วันถัดไป ก่อนเข้าห้อง…
สายระบายยังออกประมาณ 500 ml
ก่อนเปิดประตูเข้าไปดูคนไข้ ใจก็ยังลุ้นๆอยู่
แต่พอเปิดประตูเข้าไป คนไข้เริ่มนั่งได้
“เมื่อคืนผายลมได้แล้วค่ะหมอ…ไม่ปวดแล้ว”
จังหวะนั้น…มันโล่งใจจริงๆนะครับ
แต่เกมยังไม่จบ เพราะ
“การกิน” คือด่านสุดท้าย
ถ้ากินแล้วกลับมาอุดตันใหม่
ทุกอย่างจะเริ่มนับหนึ่งอีกครั้ง
เราจะต้องค่อยๆเริ่มอย่างช้าๆ และระวังที่สุด
วันถัดมา
น้ำที่ระบายแทบไม่มีแล้ว
ลำไส้เริ่มทำงานเองได้มากขึ้น
เอาสายที่จมูกออก เริ่มจิบน้ำ
แล้วค่อยๆเพิ่มอาหารในวันถัดๆไป
สุดท้าย…
คนไข้กลับบ้านได้ โดย “ไม่ต้องผ่าตัดซ้ำ”
บางครั้งการ “ไม่ทำอะไร” ยากกว่าการลงมือทำ
เพราะมันต้องแลกกับความไม่แน่นอน
และความกดดันทุกชั่วโมง
และอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน
ขอขอบคุณทีมพยาบาลครับ
ที่คอยดูสายระบายทุก 1-2 ชั่วโมง
ตามที่ผมกำชับไว้ (แบบเข้มมาก 😅)
เพราะเคสแบบนี้
หมอคนเดียว…เอาไม่อยู่จริงๆ
สุดท้ายแล้ว
การรักษาที่ดีที่สุด
ไม่ใช่การผ่าตัดที่เก่งที่สุด
แต่คือการตัดสินใจ “เลือกให้ถูกจังหวะที่สุด”
และหมอผ่าตัด ที่ตัดสินใจไม่ผ่าตัด
ก็สามารถช่วยชีวิตคนได้เหมือนกัน







