แด่โชคชะตา ที่พาเรามาพบกัน “เพื่อการผ่าตัดครั้งสุดท้าย”
จากที่เคยติดเชื้อรุนแรง
ต้องถ่ายอุจจาระทางหน้าท้องมานานหลายปี
วันนี้โชคชะตานำพาให้กลับมาพบกันอีกครั้ง
เพื่อ “การผ่าตัดครั้งสุดท้าย”
เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน
ตอนนั้นหมอยังเป็นศัลยแพทย์ part-time รับเวรกลางคืนที่รพ.แห่งหนึ่ง
หน้าที่คือดูแลคนไข้ฉุกเฉินที่เข้ามานอกเวลา
คืนหนึ่ง มีผู้ชายวัยกลางคนถูกส่งเข้ามาด้วยอาการปวดท้องช่วงล่ างอย่างรุนแรง
CT scan เหมือนไส้ติ่งแตก มีหนองกระจายทั่วท้อง
ทุกอย่างบ่งบอกว่า “ต้องรีบผ่าตัดทันที”
แต่พอผ่าตัดเข้าไป มันหนักหนากว่าที่คิดครับ
ทั้งหนองและอุจจาระ ประมาณ 1 ลิตร กระจายเต็มช่องท้อง
กลิ่นคละคลุ้งอบอวลไปทั่วห้องผ่าตัด
แต่ในฐานะหมอ เราไม่มีเวลาให้วอกแวก
ขณะที่ผ่าตัดลึกลงไปในช่องท้อง ก็พบว่า
”มันไม่มีทางเป็นไปได้“
ไส้ติ่งอักเสบจริง แต่แค่นี้ไม่ได้รุนแรงจนทำให้มีหนองและอุจจาระเต็มช่องท้อง
หมอต้องตรวจดูลำไส้อย่างละเอียดทั้งหมด
เพื่อหาตัวการที่แท้จริง
ในที่สุดก็เจอ
“กระเปาะลำไส้อักเสบจนทะลุ”
วันนั้นจึงไม่ได้จบแค่ผ่าไส้ติ่ง แต่ต้องตัดลำไส้ใหญ่ออกบางส่วนเพื่อรักษาชีวิต
แต่ทุกอย่างไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
ถึงเราจะล้างน้ำไปร่วม 20 ลิตร ก็ยังไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคออกได้ทั้งหมด
บริเวณที่ตัดต่อลำไส้ยังเสมือนถูกแช่อยู่ในกองเชื้อโรคตลอดเวลา
คนไข้เกิดภาวะแทรกซ้อนแทบทุกอย่างที่ศัลยแพทย์ไม่อยากเจอ
ลำไส้รั่ว, แผลติดเชื้อ, แผลแยก
ต้องกลับเข้าห้องผ่าตัดอีกหลายครั้ง
สุดท้ายนอนโรงพยาบาลอยู่เกือบเดือน
เนื่องจากตอนนั้นหมอเป็นแค่หมอเวรกลางคืน
พอทุกอย่างผ่านไป เราก็ไม่ได้เจอกันอีก
หมอก็คิดว่า เรื่องราวนี้คงจบไปแล้ว
จนกระทั่ง…
4 ปีต่อมา
หมอกลับมาทำงานที่โรงพยาบาลเดิม
ในฐานะศัลยแพทย์ประจำ
วันหนึ่ง มีคนไข้มาปรึกษา เค้าคงจำหมอไม่ได้
แต่พอเปิดประวัติเก่าดู หมอนึกขึ้นได้ทันที
นี่คือคนไข้จากคืนวันนั้น
หลังการผ่าตัดใหญ่และการติดเชื้อรุนแรงในอดีต
เขาต้องทนกับการถ่ายอุจจาระผ่านทางหน้าท้อง มาหลายปี
และมีไส้เลื่อนแผลผ่าตัดขนาดให ญ่กว่า 30 ซม.
ครั้งนี้เค้ากลับมาเพื่อที่จะผ่าตัดปิดรู “ทวารเทียม” ที่ทำให้ต้องถ่ายผ่านทางหน้าท้องมาตลอด
และผ่าตัดซ่อมไส้เลื่อนขนาดใหญ่ ที่ทำให้เคลื่อนไหวตัวได้ลำบาก
รอบนี้เป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนยิ่งกว่าครั้งแรก
ต้องเริ่มจากต่อลำไส้กลับเข้าที่
และในเวลาเดียวกัน ต้องซ่อมผนังหน้าท้องที่แยกเกือบทั้งหมด
พร้อมใส่ตาข่ายขนาดใหญ่ เสริมความแข็งแรงของผนังหน้าท้อง
หมอประเมินไว้ว่าการผ่าตัดน่าจะกินเวลาไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง
ทุกขั้นตอนมีโอกาสผิดพลาดได้หมด
และถ้าเกิดอะไรขึ้นระหว่างการผ่าตัด สิ่งที่แผนที่วางเอาไว้อาจจะต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ก่อนผ่าตัด หมอจะต้องวางแผนอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน
ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ทำ CT scan
plan ทุก step ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มีประโยคหนึ่งที่หมอใช้เตือนต ัวเองเสมอ
“Aim for the best, prepare for the worst.”
คาดหวังในผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ต้องเตรียมรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดฝันไว้เสมอ
และแล้ว วันผ่าตัดจริงก็มาถึง…
ด่านแรก คือการเปิดหน้าท้อง และจัดการกับพังผืด
ขั้นตอนนี้จะต้องเลาะพังผืด โดยไม่ทำให้ลำไส้บาดเจ็บ
เพราะหากแผลเกิดการปนเปื้อนแม้แต่นิดเดียว
ตาข่ายที่เตรียมไว้จะใส่ไม่ได้ การผ่าตัดซ่อมไส้เลื่อนทั้งหมดต้องยกเลิก
คนไข้จะต้องทนกับภาวะไส้เลื่อน และ กลับมาใหม่อีกครั้งในอีก 1 ปีข้างหน้า
โชคดีครับ
พังผืดไม่ได้ติดแน่น
การเลาะพังผืด และตัดต่อลำไส้
ผ่านไปเร็วกว่าที่คาดไว้
จนมาถึงด่านถัดไป ซ่อมไส้เลื่อนขนาด 30 เซนติเมตร
หลายคนอาจคิดว่า “ผ่าตัดไส้เลื่อน” ไม่น่าจะยาก
แต่ถ้าไส้เลื่อนใหญ่ขนาดนี้ ศัลย์แพทย์ทุกคนเห็นก็กุมขมับกันทุกราย
ทุกอย่างผ่ านไปด้วยดี ตั้งแต่การเย็บปิดเยื่อบุช่องท้อง
การใส่ตาข่ายเสริมความแข็งแรง
มาจนถึงช่วงสุดท้ายของการผ่าตัด
คือการเย็บปิดผนังหน้าท้องด้านหน้า
จากที่คนไข้มีไส้เลื่อนมานาน
กล้ามเนื้อหน้าท้องหดเกร็ง
ทำให้ตึงจนแทบไม่สามารถดึงมาชิดติดกัน
ต้องอาศัยเทคนิค ที่ศึกษาจากอาจารย์หลายท่าน ในหลายๆประเทศ
จนสุดท้าย…สามารถปิดหน้าท้องได้สำเร็จ
เร็วกว่าที่คิดไว้ 1-2 ชั่วโมง
ที่สำคัญที่สุด
ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ปราศจากภาวะแทรกซ้อน
คนไข้สามารถกลับบ้านได้ใน 1 สัปดาห์
จากวันนั้น ที่เคยติดเชื้อรุนแรง
ต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเดือน
ต้องขับถ่ายทางหน้าท้องมาหลายปี
วันนี้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติอีกครั้ง
แปลกดีนะครับ
คนไข้ที่เคยผ่าตัด “ครั้งแรก” กับหมอในคืนที่วุ่นวายที่สุด
มีอะไรดลบันดาล ให้กลับมาเจอกันอีกครั้งเพื่อ “การผ่าตัดครั้งสุดท้าย”
แต่ถึงโชคชะตาจะพาให้เรากลับมาเจอกันอีก
ครั้งหน้า…
ไม่เอาที่โรงพยาบาลแล้วนะครับ 🙂








