การุณยฆาตในประเทศไทย(4)

ทัศนคติของสาธารณชนและวัฒนธรรมต่อการุณยฆาต

ทัศนคติของคนไทยต่อการุณยฆาตและการดูแลวาระสุดท้ายมีความซับซ้อน ผสมผสานระหว่างค่านิยมดั้งเดิมและความตระหนักที่กำลังเปลี่ยนแปลง ในอดีต การพูดถึงความตายถือเป็นเรื่องต้องห้ามและไม่เป็นมงคล ทำให้ครอบครัวและผู้ป่วยมักเลี่ยงการพูดคุยจนถึงช่วงวิกฤติ ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักพินัยกรรมชีวิตหรือการดูแลแบบประคับประคอง ผลสำรวจปี 2562 โดย TDRI พบว่า กว่า 75% ของคนไทยไม่รู้ว่ามีบริการดูแลประคับประคอง และเกือบ 80% ไม่เคยได้ยินเรื่องพินัยกรรมชีวิต ความไม่รู้เหล่านี้ทำให้การรักษาเต็มรูปแบบกลายเป็นค่าเริ่มต้นของระบบ และครอบครัวบางส่วนมองว่าการหยุดรักษาเป็นเรื่องผิดศีลธรรมหรือไม่กตัญญู

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทัศนคติเริ่มเปลี่ยนไป การรณรงค์และสื่อทำให้คนเปิดใจมากขึ้น ผลสำรวจออนไลน์ทั่วประเทศปลายปี 2567 พบว่า 84.7% เห็นด้วยว่าผู้ป่วยระยะสุดท้ายควรมีสิทธิทำพินัยกรรมชีวิต โดยกลุ่มอายุ Gen X ขึ้นไปมีอัตราสูงที่สุด (เกิน 90%) หลายคนระบุว่าต้องการจากไปอย่างสงบที่บ้านหรือในฮอสพิศ โดยไม่ต้องทนทุกข์จากการรักษาเกินจำเป็น

ส่วนการุณยฆาตเชิงรุกและการช่วยฆ่าตัวตาย ยังไม่มีข้อมูลสำรวจขนาดใหญ่ แต่จากกระแสสังคมพบว่าหลายคนยังรู้สึกไม่สบายใจกับการให้แพทย์ยุติชีวิตโดยตรง อิทธิพลของพุทธศาสนาทำให้มีความลังเลและยึดหลักไม่ฆ่า แม้บางกรณี เช่น เรื่องของคุณวิศาล อรุณสกุล ที่ไปทำการุณยฆาตในสวิตเซอร์แลนด์ จะกระตุ้นความเห็นใจ แต่ก็มีเสียงคัดค้านด้วยเหตุผลทางศาสนา

การวิเคราะห์เปรียบเทียบ: จุดยืนของไทยกับต่างประเทศ

ประเทศไทยมีจุดยืนแบบ ห้ามการุณยฆาตเชิงรุก แต่ อนุญาตให้ปฏิเสธการรักษายืดชีวิต คล้ายประเทศเอเชียส่วนใหญ่ เช่น อินเดียและเกาหลีใต้ ที่ห้ามการุณยฆาตเชิงรุกแต่ยอมรับการหยุดการรักษา ขณะที่ประเทศตะวันตกหลายแห่ง เช่น เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม แคนาดา ออสเตรเลีย บางรัฐของสหรัฐฯ และสวิตเซอร์แลนด์ เปิดทางให้การุณยฆาตหรือการช่วยฆ่าตัวตายภายใต้เงื่อนไขเข้มงวด

ประเทศในเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างห้ามการุณยฆาตเชิงรุกและการช่วยฆ่าตัวตาย โดยเน้นการดูแลแบบประคับประคองเป็นหลัก ไทยถือว่าก้าวหน้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาคที่มีกฎหมายพินัยกรรมชีวิตชัดเจนตั้งแต่ปี 2550

ประเทศไทยมีท่าทีระมัดระวัง โดยให้ความสำคัญกับการตายอย่างมีศักดิ์ศรีผ่านการปฏิเสธการรักษาที่เกินจำเป็น และการดูแลแบบไม่ใช้ความรุนแรง จุดยืนนี้สอดคล้องกับค่านิยมทางศาสนาและวัฒนธรรม แม้แนวโน้มโลกจะมุ่งไปสู่การเปิดทางการุณยฆาตมากขึ้น แต่ในไทย การเปลี่ยนแปลงหากจะเกิดขึ้นก็น่าจะค่อยเป็นค่อยไป

#drmollymoon

#พินัยกรรมชีวิต #livingwill #endoflifecare #palliative

2025/8/12 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนไทยต่อการุณยฆาตและการดูแลวาระสุดท้ายสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของวัฒนธรรมและค่านิยมที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ซึ่งได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาและความเชื่อเรื่องความไม่เป็นมงคลของความตาย การรับรู้เกี่ยวกับพินัยกรรมชีวิตและการดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) ยังเป็นเรื่องใหม่ในหลายครอบครัวและในระบบสาธารณสุขไทยที่ส่วนใหญ่คุ้นชินกับการรักษาเต็มรูปแบบจนสิ้นสุดชีวิต ถึงแม้ว่าจะยังมีความลังเลเกี่ยวกับการุณยฆาตเชิงรุกและการช่วยฆ่าตัวตายโดยตรง แต่ความก้าวหน้าของกฎหมายพินัยกรรมชีวิตตั้งแต่ปี 2550 ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลรักษาของตนเองในช่วงสุดท้าย หลายฝ่ายจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการตายอย่างมีศักดิ์ศรีและการหลีกเลี่ยงการรักษาที่เกินความจำเป็น รวมถึงการดูแลผู้ป่วยด้านร่างกายและจิตใจอย่างครบถ้วนซึ่งสะท้อนธรรมชาติของการดูแลแบบประคับประคอง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ประเทศไทยถือว่ามีความก้าวหน้าด้านกฎหมายเกี่ยวกับพินัยกรรมชีวิตมากกว่าหลายประเทศ ในขณะที่ประเทศตะวันตกหลายแห่งเปิดกว้างกับการุณยฆาตภายใต้เงื่อนไขเข้มงวด ประเทศไทยยังคงมีท่าทีระมัดระวังพร้อมรักษาความสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพของผู้ป่วยและค่านิยมทางศาสนา โดยสรุป สังคมไทยกำลังเดินหน้าอย่างช้าๆ สู่การยอมรับและให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลวาระสุดท้ายอย่างจริงจังมากขึ้น แม้ยังมีเสียงกังวลและปัญหาด้านศีลธรรมที่อาจต้องใช้เวลาทบทวนและพูดคุยในวงกว้าง เพื่อให้ทุกคนในสังคมเข้าใจและเคารพสิทธิ์ของผู้ป่วยในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิต การส่งเสริมข้อมูลความรู้เกี่ยวกับพินัยกรรมชีวิต การดูแลแบบประคับประคอง และการสื่อสารเรื่องความตายอย่างเปิดเผยจะเป็นกุญแจสำคัญต่อการพัฒนาการุณยฆาตในบริบทไทยด้วยความเหมาะสมและเคารพในวัฒนธรรมท้องถิ่น

ค้นหา ·
การการุณยฆาตคืออะไร