เชื่อไหมว่าการมาอยู่ที่เยอรมนี🇩🇪หรืออยู่ต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เรื่องแรกเลยคือการได้รู้จักกับคนที่รักและจริงใจ ใส่ใจเราทุกอย่าง
เรื่องที่สองเอกสารนี่สำคัญสุดๆ
เรื่องที่สามถ้ามาอยู่แล้วต้องปรับตัวเข้าหากัน อย่าลืมว่าการที่เราได้สามีฝรั่งแล้วจะต้องได้แต่งตัวสวยๆนั่งเป็นมาดามให้ลบภาพนั้นออกให้ได้
เรื่องที่สี่อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเด็ดขาดไม่งั้นเราจะไม่มีความ สุข
เรื่องที่ห้า ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเราเองและสามีเราชอบ อยู่นี่ไม่ต้องมีสังคมก็อยู่ได้จำไว้ว่าสังคมไม่ได้สำคัญเท่าเอกสารกับคนของเรา
เรื่องที่หกสำหรับด้วงเองน่ะ ไม่สนใจใครจะมองว่าเรากับสามีเป็นยังไงเพราะอยู่นี่เราต้องพึ่งตัวเราเองก่อนให้ได้ 1 ปีกว่าๆที่ด้วงเรียนรู้ที่จะอยู่แบบมีความสุข
ด้วงลบภาพจำทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตและจำเรื่องราวใหม่ที่เกิดขึ้นในชีวิต เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดใส่ใจคนที่อยู่ข้างๆเรา
และนั่นละที่ทำให้ด้วงใช้ชีวิตที่นี่แบบมีความสุข
สิ่งสุดท้ายที่อยากบอกเราไม่จำเป็นต้องแคร์ใครนอกจากสามีของเรา จะสุขจะทุกข์ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง
หลายคนเจอคำว่า “สามีขโมยอายุขัย” แล้วอาจรู้สึกสะดุดใจ เพราะมันเหมือนพูดเล่นๆ ว่าอยู่กับสามีแล้วเครียด เหนื่อย หรือเหมือนแก่เร็วขึ้น แต่พอมาใช้ชีวิตคู่ต่างแดนจริงๆ เรารู้สึกว่าบางช่วงมันเกิดขึ้นได้จาก “ความกดดันรอบด้าน” มากกว่าตัวคนๆ เดียว โดยเฉพาะเรื่องภาษา งานบ้าน เอกสาร และความคาดหวังว่าแต่งงานกับฝรั่งแล้วต้องสบาย ซึ่งความจริงคือเราต้องพึ่งตัวเองให้ได้ก่อน สิ่งที่ช่วยให้เราไม่ปล่อยให้ความเครียดสะสม (จนกลายเป็นฟีลสามีขโมยอายุขัย) คือการคุยกันให้ชัดตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น แบ่งหน้าที่ในบ้าน ใครทำกับข้าว ใครล้างจาน ใครจัดการบิล ค่าใช้จ่าย และเวลาพักผ่อนของแต่ละคน พอมี “กติกา” ชีวิตมันเบาขึ้นมาก เพราะไม่ต้องเดา ไม่ต้องคาดหวัง แล้วค่อยมาน้อยใจทีหลัง อีกอย่างที่สำคัญมากเวลาอยู่เยอรมนีคือเรื่องเอกสารและความเป็นระบบ ถ้าวันไหนมีนัดสำนักงาน (เช่น Anmeldung, ต่อวีซ่า, ประกันสุขภาพ) เราจะเตรียมแฟ้มไว้เลย แยกเป็นหมวดๆ เช่น พาสปอร์ต ใบทะเบียนสมรส สัญญาเช่า ใบงาน/เงินเดือน ประกัน และจดรายการคำถามไปล่วงหน้า พอเอกสารพร้อม ใจเราจะนิ่งขึ้น ไม่หงุดหงิดง่าย และไม่เผลอไปลงกับคนใกล้ตัว เรื่องสังคมก็เหมือนที่หลายคนพูดไว้เลยว่า “ไม่ต้องมีสังคมก็อยู่ได้” ช่วงแรกๆ เราเคยกดดันว่าต้องมีเพื่อน ต้องเข้าสังคม ต้องดูเหมือนอยู่ดีมีสุขตลอดเวลา สุดท้ายมันเหนื่อย เราเลยเลือกโฟกัสความสุขเล็กๆ ในบ้านมากกว่า เช่น ทำอาหารที่คิดถึง เปิดเพลงไทย คุยกับครอบครัวผ่านวิดีโอคอล หรือออกไปเดินเล่นกับสามีแบบสั้นๆ ให้ได้ขยับร่างกายทุกวัน ถ้าวันไหนรู้สึกว่าพลังงานเราหายไป ลองเช็กตัวเอง 3 ข้อ: (1) เรานอนพอไหม (2) เรากินดีไหม (3) เราได้คุยกับสามีแบบไม่ใช้อารมณ์หรือยัง เพราะหลายครั้งปัญหามันไม่ใช่ “เขาแย่” แต่เป็น “เราเหนื่อย” พอเติมพลังให้ตัวเองก่อน ความสัมพันธ์จะนุ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ สุดท้าย สำหรับเรา ความสุขในต่างแดนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์มาดามหรือคำพูดของคนอื่น แต่มาจากการจับมือกันผ่านเรื่องยากๆ ให้ได้ ถ้ารู้สึกว่าอะไรเริ่มทำให้ใจเราหนัก จนเหมือนสามีขโมยอายุขัย ให้หยุดพัก ตั้งหลัก แล้วคุยกันใหม่แบบทีมเดียวกัน เพราะคนข้างๆ เรา คือคนที่จะอยู่กับเราจริงๆ ในทุกวัน
