แถลงการณ์พรรคเศรษฐกิจ ต่อกรณีคลิปเสียง นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร กับ สมเด็จฮุน เซน

.

จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย นางแพรทองธาร ชินวัตร

ได้ยอมรับว่าคลิปเสียงสนทนาเป็นของตนจริง โดยในคลิป มีการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน พ่อของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ผู้ที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับประเทศไทยในตอนนี้ โดยเนื้อหาบางช่วงว่าได้กล่าวถึง “แม่ทัพภาคที่ 2” ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของประเทศ ที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อความขัดแย้งครั้งนี้โดยตรงว่าเป็น “ฝ่ายตรงข้าม” ต่อหน้าศัตรูของชาติ

.

การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการบั่นทอนศรัทธาต่อกองทัพไทยและทหารทุกนายที่กำลังทำหน้าที่อยู่ที่ชายแดน และ การเจรจาของนางแพรทองธาร เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และเป็นการสั่นคลอนความมั่นคงภายในของชาติอย่างร้ายแรง

.

ยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะการพูดคุยที่ปรากฏในคลิป ที่นายกรัฐมนตรีพูดกับสมเด็จ ฮุน เซน ดังนี้

.

“ให้ท่านฮุน เซน เห็นใจหลานหน่อย เพราะว่าตอนนี้คนในประเทศไทยเค้าไล่เราให้ไปเป็นนายกฯ ที่ เขมร หมดแล้ว (ขำ)“

.

“uncle (คุณลุง) ถ้าท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านบอก มาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้”

.

คำพูดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความขาดวุฒิภาวะและการไม่เข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตัวนายกรัฐมนตรีว่าจริงๆแล้วท่านควรจะเจรจากับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา นาย ฮุน มาเณต อย่างสมศักดิ์ศรีทางการทูตแม้ว่า นายทักษิณ ชินวัตร พ่อของนางแพทองธารไม่ควรเจรจากับสมเด็จฮุน เซน ผู้ซึ่งไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลแต่อย่างใด

.

คำพูดเหล่านี้ ยังสะท้อนถึงความพยายามใช้ ความสัมพันธ์ส่วนตัว และอิทธิพลจากต่างประเทศเพื่อสร้างความนิยมทางการเมืองให้กับตนเอง มากกว่าการยึดหลักประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ คำพูดเช่นนี้ส่อถึงผลประโยชน์ทับซ้อนของนาง แพทองธาร ชินวัตรกับผลประโยชน์ของประเทศ การเจรจาเช่นนี้เปรียบเสมือนการเจรจาผลประโยชน์ระหว่างตระกูลชินกับตระกูลฮุน โดยใช้ผลประโยชน์ของประเทศและชีวิตคนมาเป็นเบี้ย ให้ทั้งสองตระกูล การกระทำของนางแพทองธาร จึงสุ่มเสี่ยงจะเป็นการกบฎ หรือ ทรยศต่อชาติ ประชาชนไทยไม่อาจเชื่อถือคำพูดหรือการกระทำของนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป ว่าจะ ปฎิบัติหน้าที่ เพื่อผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง

.

.

พรรคเศรษฐกิจจึงขอประกาศจุดยืนต่อสาธารณชน ดังต่อไปนี้:

.

1. เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาตัวเอง ลงจากตำแหน่ง เพราะความชอบธรรมทางการเมืองได้สิ้นสุดลงแล้วโดยสมบูรณ์ โดยการ “ยุบสภาทันที” หรือ “ลาออก” และ “ไม่ดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ในระหว่างที่เหตุการณ์ความขัดแย้งยังเกิดขึ้นอยู่”

.

.

2. ประณามอย่างที่สุดต่อการที่ผู้นำประเทศเรียกเจ้าหน้าที่ทหารของตนเองว่า "ฝ่ายตรงข้าม" ต่อหน้าศัตรูของชาติ ซึ่งเป็นการทำลายความเป็นเอกภาพของชาติอย่างไม่อาจยอมรับได้

.

.

3. ขอให้ประชาชนตื่นรู้ และปกป้องประชาธิปไตยร่วมกัน เพราะในภาวะที่รัฐบาลหมดความชอบธรรม บุคคลกลุ่มหนึ่งมักจะเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติและ แทรกแซงกระบวนการทางการเมือง เพื่อประโยชน์ส่วนตน การกระทำเช่นนี้ จะทำให้เราสูญเสียความชอบธรรมในสายตานานาชาติ และจะทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤติยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็น ปัญหา

ด้านภาพลักษณ์ในเวทีสากล หรือปัญหาเศรษฐกิจ พรรคเศรษฐกิจยืนยันว่าเราต้องรักษาความมั่นคง อธิปไตย และประชาธิปไตยพร้อมกันไว้ให้ได้

.

.

4. พรรคเศรษฐกิจขอยืนยันว่า “ประชาชนต้องได้ ผู้นำคนใหม่” โดยคืนอำนาจให้รัฐสภา หรือคืนอำนาจให้ประชาชน หากนายกรัฐมนตรียอมกระทำการเช่นนี้ บรรยากาศทางการเมืองจะดีขึ้น ประชาชนจะรู้สึกถึงความโปร่งใส เที่ยงธรรม และปราศจากการครอบงำจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ เมื่อเราได้ผู้นำคนใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน การแก้ไขปัญหาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงกับเจตจำนงของประชาชนมากที่สุด

.

เราขอประกาศอย่างหนักแน่นว่า

ประเทศไทยไม่ใช่สมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง

และอำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของรัฐบาลที่หมดความชอบธรรม

.

พรรคเศรษฐกิจ

18 มิ.ย. 68

#พรรคเศรษฐกิจ

#แพทองธารชินวัตร

2025/8/19 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากคลิปเสียงที่ถูกเปิดเผยซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทสนทนาที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อผู้นำประเทศและกองทัพไทยนั้น ทำให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความไม่เหมาะสมในบทบาทหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่ควรให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวกับบุคคลต่างประเทศ ผมเองรู้สึกว่าความชัดเจนและความโปร่งใสในกระบวนการเมืองนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความตึงเครียดทั้งในและนอกประเทศ การวางหลักความน่าเชื่อถือของผู้นำเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นอย่างแท้จริง พรรคเศรษฐกิจได้ย้ำถึงความจำเป็นของการคืนอำนาจแก่ประชาชนและรัฐสภาเพื่อให้เกิดบรรยากาศทางการเมืองที่โปร่งใสและเที่ยงธรรม ตลอดจนการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้การเมืองประเทศเกิดความขัดแย้งยืดเยื้อที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมเห็นว่าการเรียกร้องให้ผู้นำพิจารณาตัวเองและยุบสภาออกไปนั้น เป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างความสงบสุขในสังคมได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างเปิดเผยและจริงใจ เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติและประชาชนทุกคน