วันนี้เวลา 07.35 น. ประเทศไทยถูกโจมตีจากกัมพูชา จนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ มีประชาชนไทยบาดเจ็บ 35 คน และเสียชีวิต 11 ราย การกระทำของฮุนเซนและฮุนมาเน็ต ซึ่งสั่งโจมตีทั้งปั๊มน้ำมันและโรงพยาบาลพนมดงรัก ถือเป็นอาชญากรรมสงครามร้ายแรงตามอนุสัญญาเจนีวา และยังเข้าข่ายความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ต้องระวางโทษประหารชีวิตตามกฎหมายไทย

พรรคเศรษฐกิจขอเรียนย้ำคำเตือนของ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนว่า

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการดำเนินงานอย่างเป็นระบบของกลุ่มที่ต้องการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างชนชั้นนำของไทยและกัมพูชา”

และยังกล่าวอย่างชัดเจนว่า

“หากกัมพูชาไม่ยอมเจรจากับประเทศไทย กองทัพต้องประกาศกฎอัยการศึก...”

“และหากเกิดเรื่อง (กับกัมพูชา) เราต้องปฏิบัติการแบบนัดเดียวจอด”

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พรรคเศรษฐกิจเตือนมาโดยตลอดว่า ประเทศอยู่ในภาวะ "วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์" และกำลังเผชิญทั้งภัยจากต่างประเทศและภัยจากขบวนการผลประโยชน์ภายใน ที่อาจมีไส้ศึกแฝงตัวอยู่ในรัฐบาลและรัฐสภา

วันนี้ เราไม่อาจแยกสงครามภายนอกจากภัยความมั่นคงภายในได้อีก พรรคเศรษฐกิจจึงขอเสนอให้กองทัพประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศทันที เพื่อควบคุมและสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลกัมพูชา ไม่ว่าเขาจะเป็น รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. หรือผู้มีอำนาจใดก็ตาม เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลไปยังศัตรู

พร้อมกันนี้ พรรคเศรษฐกิจขอสนับสนุนให้กองทัพไทยจัดการกับฮุนเซนและฮุนมาเน็ตในฐานะ “High Value Target (เป้าหมายมูลค่าสูง)” ตามแบบอย่างของสหรัฐฯ ที่สังหารบินลาเด็น หรืออิสราเอลที่จัดการกับผู้นำอิหร่าน

เราขอเรียกร้องให้กองทัพเปิดปฏิบัติการโจมตีแบบ “นัดเดียวจอด” โดยเร่งด่วน มุ่งเป้าไปที่อุปกรณ์ยิงจรวด BM-21 และฐานที่มั่นทางทหารของกัมพูชา โดยขอให้เตือนล่วงหน้าเพื่อให้พลเรือนกัมพูชามีโอกาสหลบภัย แต่ต้องจัดการเด็ดขาดกับเป้าหมายทางทหาร

วันนี้เราถูกทำร้ายแล้ว – เราต้องป้องกันตัว

นี่ไม่ใช่เวลาของการประณาม นี่ไม่ใช่ “การปะทะเล็กน้อย”

นี่คือภัยต่อประเทศ ที่ต้องตอบโต้ด้วยความเด็ดขาด

พรรคเศรษฐกิจ

24 กรกฎาคม 2568

#พรรคเศรษฐกิจ

#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

2025/8/19 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเหตุการณ์การถูกโจมตีที่เกิดขึ้นในประเทศไทยส่งผลให้สถานการณ์ความมั่นคงชายแดนตึงเครียดอย่างมาก และกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบระหว่างไทยกับกัมพูชา สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาภัยคุกคามที่ซับซ้อนทั้งจากภายนอกและภายใน ที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงแห่งชาติ การโจมตีปั๊มน้ำมันและโรงพยาบาลพนมดงรัก ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาเจนีวาที่คุ้มครองสิทธิพลเรือนและสถานที่สาธารณะในยามสงคราม และอาจเข้าข่ายความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ซึ่งกฎหมายไทยระบุไว้ว่ามีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต พรรคเศรษฐกิจเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและยับยั้งการรั่วไหลของข้อมูลอันเป็นอันตราย ทั้งนี้เพื่อให้สามารถควบคุมและสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตี ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรี ส.ส. หรือผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมถึงการตรวจสอบเครือข่ายที่อาจแฝงตัวในรัฐบาลและรัฐสภา นอกจากนี้ พรรคเศรษฐกิจยังเสนอให้กองทัพไทยดำเนินปฏิบัติการตอบโต้แบบ “นัดเดียวจอด” ต่อฐานที่มั่นทางทหารของกัมพูชา รวมถึงเป้าหมายสำคัญอย่างอุปกรณ์ยิงจรวด BM-21 เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามโดยทันที โดยเน้นย้ำว่าควรมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อให้พลเรือนกัมพูชาสามารถหลบภัยได้อย่างปลอดภัย แนวทางนี้สอดคล้องกับวิถีการปฏิบัติของประเทศที่มีประสบการณ์ในการจัดการกับเป้าหมายมูลค่าสูง (High Value Target) เช่น การสังหารบินลาเด็นของสหรัฐฯ และการกำจัดผู้นำอิหร่านของอิสราเอล ซึ่งได้รับการยอมรับในด้านการรักษาความมั่นคงทางทหารอย่างเป็นระบบ โดยสรุป เหตุโจมตีวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 กระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงในประเทศไทยอย่างเร่งด่วน สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนถึงการต้องมีการป้องกันอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่เพียงแค่การประณาม แต่มุ่งเน้นการตอบสนองที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาอธิปไตยและความสงบเรียบร้อยของประเทศ