Automatically translated.View original post

“Let it be” in FEWK’s Early Year 2026 collection

[ภาษาไทยในช่องคอมเมนต์]

There is a part in the fashion world that favors youth and perfection, and there is another that favors something different.

In FEWK’s “Early Year 2026” collection, he brings the elements of decay and flaws into his design. With rose, a widely known symbol for love, as the center element, FEWK’s latest collection for the year 2026 narrates the story of disappointment, grief, and acceptance. Through the study of its visual transformation through time, the states of faded, rotted, and dried are translated on the material, texture, and form, with the use of fabric manipulation techniques such as sun dyeing, tea-dyeing, and acid wash.

Apart from FEWK’s, the exhibition also features photos by Leo Tanapon, perfume by BLANCHAMBRE, flower installation by Naraphat Sakarthornsap, and poetry by Jessada Chan-yaem. Each interprets and conveys their own stories, going together in unity with the collection, giving an interesting move through incorporating and balancing the aspects of art and product.

FEWK’s Early Year 2026

A exhibition showcase by Fewk Pongsakorn

Date: 13-15 March 2026

Venue: ATELIER 9

#Fashion #Exhibition #Showcase #witheringrose #editions

3/14 Edited to

... Read moreถ้าใครเสิร์ชหา “Jessada Chan-yaem” แล้วสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับงาน FEWK’s Early Year 2026 ยังไง—ในนิทรรศการ “Let it be” เขามาในพาร์ต “บทกวี” ที่ทำหน้าที่เหมือนเสียงเล่าเรื่องอีกชั้นหนึ่งค่ะ (เป็นชิ้นส่วนเล็กๆ แต่ทรงพลังมาก) ตอนเราเดินดูงาน สิ่งที่เด่นมากคือคอนเซ็ปต์ “กุหลาบ” ที่ไม่ได้สวยสมบูรณ์แบบ แต่เป็นกุหลาบที่ซีดจาง ร่วงโรย แห้งกรอบ เหมือนจงใจพาเราไปมองความไม่เพอร์เฟ็กต์ในแบบที่แฟชั่นมักหลบเลี่ยง พอมาเจอบทกวีของ Jessada Chan-yaem ที่จัดวางเป็นงานแขวนกรอบ (พื้นหลังสีแดง กรอบลายกุหลาบสีขาว) มันยิ่งทำให้ภาพรวมชัดขึ้นว่าเรื่องนี้ไม่ได้พูดแค่ “เสื้อผ้า” แต่มันพูดถึงความรู้สึก: ผิดหวัง-โศกเศร้า-ยอมรับ และปล่อยให้มันเป็นไป สิ่งที่เราชอบคือบทกวีไม่ได้แย่งซีนงานแฟชั่น แต่ช่วย “เชื่อม” สิ่งที่เห็นให้เป็นเรื่องเดียวกัน เช่น ตอนยืนดูเสื้อเบลเซอร์สีเทาเข้มที่มีดอกกุหลาบผ้าสีแดงที่ปกเสื้อ หรือเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเขียวเข้มลายกุหลาบซีดจางที่แขวนคู่กับดอกไม้แห้ง ความรู้สึกมันจะก้ำกึ่งระหว่างสวยกับเหงา พออ่านบทกวีแล้วเหมือนเราได้คำบรรยายความรู้สึกนั้นแบบนุ่มๆ ทำให้การดูรายละเอียดผ้า เทคนิคย้อม/ฟอก (อย่าง sun dyeing, tea-dyeing, acid wash) มี “อารมณ์ร่วม” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ดูเทคนิค อีกมุมที่ทำให้บทกวีเด่นคือทั้งงานเป็นการร่วมมือของหลายสื่อ—ภาพถ่าย, อินสตอลเลชันดอกไม้, น้ำหอม BLANCHAMBRE—บทกวีเลยกลายเป็นเหมือนตัวคุมโทน ช่วยให้การเดินดูจากราวเสื้อผ้า ไปถึงภาพถ่ายที่มีทุ่งกุหลาบมืดๆ หรือฉากกลีบกุหลาบแห้งร่วงเต็มพื้น มัน “ลื่น” และไปทางเดียวกัน ถ้าตั้งใจไปเพราะอยากตามงานของ Jessada Chan-yaem แนะนำให้เผื่อเวลาอ่านแบบช้าๆ แล้วเดินกลับไปดูเสื้อผ้าอีกรอบ จะเห็นดีเทลที่ตอนแรกเราอาจมองข้าม เช่น โทนสีธรรมชาติของหลายลุค กลีบกุหลาบแห้งที่ถูกใช้เป็นองค์ประกอบจัดวาง หรือแม้แต่งานการ์ด/สมุดภาพที่วางบนใบไม้ซึ่งเหมือนชวนให้เราอ่าน “เรื่อง” ของคอลเลกชันมากกว่าดูสินค้าอย่างเดียว