ทำอย่างไร? เมื่อโลกกำลังบีบ ให้ทุกคนต้อง "ลงทุน"

สถานการณ์โลกพลิกกลับไปกลับมาชนิดที่เรียกว่าหาความแน่นอนไม่ได้ ความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่านคุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง ราคาน้ำมันพร้อมพุ่งทะยานอีกรอบ สินทรัพย์ทั่วโลกผันผวน AI กำลังจะกลายเป็นที่พึ่งเดียวของเศรษฐกิจโลก

.

ความกังวลต่าง ๆ สะท้อนออกมาผ่านตัวชี้วัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของ GDP, การค้าโลก เป็นต้น แต่สิ่งที่กำลังสะท้อนออกมาแตกต่างจากทุกอย่างคือตลาดหุ้นทั่วโลก

.

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น สิ่งที่ต้องเริ่มพูดถึงในลำดับแรกคือ "Buffett Indicator" ดัชนีชี้วัดที่ถูกลืมไปแล้วหลังจากการก้าวลงตำแหน่งของวอร์เรน บัฟเฟตต์ CEO ของ Berkshire Hathaway

.

ซึ่งตัวชี้วัดนี้แหละที่บัฟเฟตต์ใช้วิเคราะห์ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกที่ไหน "ถูกหรือแพง" การคำนวณไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย เพียงแค่นำมาร์เก็ตแคปของตลาดหลักทรัพย์มาหารด้วยมูลค่า GDP ของประเทศนั้น ๆ ก็จะได้ความถูกหรือแพงออกมา

.

ถ้าตัวเลขที่ออกมานั้นมีค่ามากกว่า 1 เท่า สะท้อนว่าตลาดนั้นเริ่มมีมูลค่าที่สูงเกินไป แล้วทำไมตัวเลขนี้ถึงสำคัญ เพราะถ้าวิเคราะห์กันในเชิงลึก ไม่ใช่เพียงแค่ตลาดหุ้นนั้นถูกหรือแพง แต่จะได้เห็นสิ่งที่ "ผู้ควบคุมตลาด" กำลังกำหนดทิศทางบางอย่าง

.

ปัจจุบันตลาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลกมีราคาแพงไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาที่มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นใหญ่กว่า GDP ประมาณ 2.5 เท่า ไต้หวัน 4.2 เท่า เกาหลีใต้ 2 เท่า ญี่ปุ่น 1.7 เท่า ส่วนไทย 0.8 เท่า มีเพียงจีน และเยอรมันนีเท่านั้นที่อยู่ที่ประมาณ 0.5 เท่า

.

ตัวเลขนี้กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับในอดีต ซึ่งมันกำลังจะบอกว่า "เอกชน" กำลังจะครอบครองทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่ารัฐ องค์กรธุรกิจกำลังเปลี่ยนเป็น "State Enterprise" รัฐขาดพวกเค้าไม่ได้ แถมองค์กรธุรกิจยักษ์ใหญ่เหล่านี้กำลังมีอำนาจเหนือรัฐ

.

มาร์เก็ตแคปของตลาดเหล่านี้กำลังโตวันโตคืน จากเม็ดเงินมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาลงทุน ทั้ง ๆ ที่บางประเทศเศรษฐกิจแทบจะไม่เติบโตไปไหน ตัวเลขสวนทาง ช่วงว่างจึงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

.

ด้วยสถานการณ์แบบนี้ ทรัพยากรมนุษย์ของโลกกำลังจะกลายเป็น "ลูกจ้างถาวร" เพราะความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่าเราเป็นเจ้าของทรัพยากรของรัฐ ทำงานเลี้ยงชีพ จ่ายภาษี รัฐเก็บภาษี นำไปบริหารจัดการ และจะมอบสวัสดิการดี ๆ กลับมาให้ประชาชน มันใช้ไม่ได้อีกต่อไป

.

"GDP ประเทศโตขึ้น เรารวยขึ้นตามหรือไม่ ?" หลายคนตอบคำถามนี่ได้ง่ายมาก ๆ แทบไม่ต้องทวนคำถาม หรือคิดนานเลย GDP มันคือ "มวลรวม" ซึ่งตัวเลขที่เติบโตมันไปบวมอยู่ที่บริษัทเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น ไม่ใช่อยู่ที่รัฐ หรืออยู่ที่ประชาชน

.

เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ ทรัพยากรมนุษย์ทั่วโลก จะก้มหน้าก้มตาทำงาน เก็บออม จ่ายภาษี หวังให้รัฐดูแลตอนเกษียณ คงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป เพราะรัฐเล็กลงเรื่อย ๆ ความสามารถในการดูแลสวัสดิการก็ต่ำลงไป สวนทางกับต้นทุนทุกอย่างที่เพิ่มสูงขึ้น

.

ทางเดียวที่ทรัพยากรมนุษย์จะอยู่รอดคือการเป็น "เจ้าของ" บรรดา State Enterprise นั่นก็คือ "การลงทุน" ด้วยสถานการณ์แบบนี้ การก้าวขึ้นมาเป็น "หัวแถว" แทบเป็นไปไม่ได้ อยู่ที่ว่าจะไปต่อแถวเป็นเจ้าของธุรกิจยักษ์ใหญ่ในลำดับที่เท่าไหร่

.

เพราะหลังจากนี้ องค์กรเหล่านี้จะใหญ่โตขึ้น ครอบครองทรัพยากรเกือบทั้งหมดของโลก หรืออาจะนอกโลกด้วยซ้ำ แล้วถ้าเราไม่เข้าไปเป็นเจ้าขององค์กรเหล่านี้ ในอนาคต เราจะไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย รัฐที่เรารู้สึกว่าเป็นเจ้าของ ก็ด้อยประสิทธิภาพลงไปเรื่อย

.

ถึงเวลาที่ทรัพยากรมนุษย์ทุกคนต้องทบทวนว่าเราอยากจะเป็นลูกจ้างถาวร ทำงานหนักเพื่อองค์กรแลกค่าตอบแทนที่ไม่เคยสมเหตุสมผลกับกำไรมหาศาลขององค์กร เหมือนเศษเนื้อบนจานที่เหลือจากสเต็กพรีเมีี่ยมชิ้นโตที่ถูกรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยไปเรียบร้อยแล้ว

.

หรือเราอยากจะเปลี่ยนสถานะเป็นเจ้าของ ที่จะมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะกินสเต็กจานใหญ่นั้นด้วย ถึงแม้มันจะไม่ได้เต็มปากเต็มคำเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ต้องรอรับแค่เศษชิ้นเนื้อที่ติดขอบจานอีกต่อไป

.

ที่สำคัญที่สุด เมื่อเราโรยรา ไร้เรี่ยวแรงในการทำงาน เราจะไม่ต่างอะไรจากส่วนเกินที่เป็นภาระองค์กร "เก่าไปใหม่มา" มีคนรุ่นใหม่ หรืออาจจะมี AI มาแทนที่ เราก็จะกลายเป็นลูกจ้างถาวร ที่ตกงานอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีส่วนได้เสียใด ๆ กับองค์กรอีกต่อไป

.

แล้วใครจะดูแลคุณภาพชีวิตในช่วงเวลาที่เหลือ รัฐคงไม่สามารถดูแลได้เต็มประสิทธิภาพ แต่ถ้าเรายังมีสถานะเป็นเจ้าขององค์กรเหล่านี้ อย่างน้อยก็ยังได้รับการดูแลผ่าน "เงินปันผล" แม้ไม่ได้ทำงานอีกต่อไป พอบ้างไม่พอบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

.

โลกกำลังบีบให้เราต้องเป็นส่วนหนึ่งของผู้ครอบครองทรัพยากรส่วนใหญ่ ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐอีกต่อไป...เราจะเลือกอยู่ฝั่งไหน

.

#StateEnterprise #วางแผนการลงทุน #BuffettIndicator #หุ้นไทย #หุ้นต่างประเทศ

7/14 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในฐานะคนที่ติดตามข่าวสารการเงินและเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ผมมองเห็นว่าการลงทุนนั้นไม่ได้เป็นแค่ทางเลือก แต่กลายเป็นความจำเป็นที่ทุกคนต้องเตรียมพร้อม เพราะในโลกปัจจุบันที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ การพึ่งพารายได้จากงานประจำหรือรัฐดูแลอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จากข้อมูล Buffett Indicator ที่ว่ามาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นบางประเทศสูงกว่าขนาดเศรษฐกิจอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าบริษัทใหญ่ๆ กำลังควบคุมทรัพยากรและมีอำนาจเหนือรัฐอย่างชัดเจน นี่จึงเป็นสัญญาณเตือนว่า หากเราไม่ลงทุนและไม่ได้เป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของธุรกิจเหล่านี้ เราจะกลายเป็นเพียงลูกจ้างที่ไม่มีส่วนได้เสียและเสี่ยงต่อการถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีหรือผู้เล่นใหม่ ผมเองเคยลังเลและกังวลเรื่องความเสี่ยงจากการลงทุนเหมือนกัน แต่เมื่อเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น การเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยและกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว เป็นทางเลือกที่ช่วยให้ผมมั่นใจในอนาคตทางการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ AI และเทคโนโลยีกำลังเข้ามามีบทบาท ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและลดความยุ่งยาก ทำให้การเข้าถึงตลาดทุนเป็นไปได้ง่ายกว่าเดิม เราจึงควรเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านี้เพื่อเพิ่มโอกาส ท้ายที่สุด การวางแผนทางการเงินที่ดีควรมีเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น การสร้างพอร์ตลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและระยะเวลาของเรา รวมถึงการตั้งเป้าหมายเพื่อเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งขององค์กรใหญ่ๆ ที่จะยังเติบโตและจ่ายเงินปันผลในอนาคต แม้ว่าจะไม่ได้ทำงานแล้วก็ตาม การเป็นเจ้าของทรัพยากรและธุรกิจ ไม่เพียงสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตัวเองและครอบครัว แต่ยังเป็นการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และไม่ต้องพึ่งพาใครมากเกินไปในอนาคต