คาถา รักษาเงิน 2026
คาถารักษาเงิน 2026
.
.
1. ไม่ซื้อของใหม่แทนของเดิมทุกอย่างที่ยังใช้ได้ เช่น โทรศัพท์ หูฟัง รองเท้า เพราะของใหม่เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่ภายนอก แปลว่าไม่จำเป็นหรอก
.
.
2. ใช้กฎ 500 บาท กับทุกการตัดสินใจซื้อ กฎคือ ถ้าอยากได้ของที่ราคาเกิน 500 บาท ให้อดใจรอ 1 อาทิตย์แล้วค่อยตั้ดสินใจซื้อ ถ้าเรายังอยากได้มันมากเหมือนครั้งแรกที่เห็น
.
.
3. จัดสรรเงินตามลำดับ เงินสำรอง 10% ลงทุน 30% ใช้จ่ายจำเป็น 50% ตามใจตัวเอง 10% ไม่บังคับว่าต้องใช้จนหมด (อัตราส่วนจะไม่เหมือนกันในแต่ละคน ตามช่วงอายุ แต่ตามใจตัวเองไม่ควรเกิน 10% เท่ากัน)
.
.
4. ทำบัญชีเงินฝากให้ถอนยากๆ ไม่ลง apps ธนาคาร หรือตั้งเงื่อนไขให้ถอนได้ไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี (เผื่อย้ายเงินไปลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดีกว่า)
.
.
5. เริ่มนิสัย สร้างมากกว่าซื้อ เช่นลงกาแฟกินเอง ทำ lunchbox ไปกินเอง 2-3 วันต่อสัปดาห์
.
.
6. ลดจำนวนการสั่ง delivery เปลี่ยนเป็นเดินออกไปกินง่ายๆ ใกล้บ้าน
.
.
7. กำหนดงบสำหรับราคาอาหารเครื่องดื่มนอกบ้าน โดยเฉพาะเวลาไปคนเดียว เช่น กาแฟแก้วละไม่เกิน 80 อาหารมื้อละไม่เกิน 120 บาท
.
.
8. เมื่อเริ่มลงทุนแล้วเราเห็นผลตอบแทน เราจะมีกำลังใจลงทุนมากขึ้นและลดความอยากในการใช้เงินได้เอง
.
.
9. ดู social media น้อยๆ และบล็อกเพจรีวิวทั้งหมด เราไม่ต้องรู้จักร้านใหม่ ทั้งโลกก็ได้ มันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เพราะเนื้อหามากกว่า 90% ชวนเราไปเสียเงิน
.
.
10. ทยอยปิดบัตรเครดิต บัญชีผ่อนง่ายๆ ทั้งหมด แล้วอยู่ให้ได้ด้วยเงินสด
.
.
11. เริ่มจัดการกับหนี้ที่มี หนี้สั้น หนี้ยาว ดอกสูง ดอกน้อย เอามากางแล้วจัดการ ประหยัดดอกเบี้ยได้เยอะมาก
.
.
12. ไม่ซื้อของที่มูลค่าของมันลดลงตามเวลา เช่นเสื้อผ้า gadgets ทั้งหลาย
.
.
13. มัน ok นะ ถ้าเราจะต้องห่างกับเพื่อน (ส่วนมากเรียกว่าคนรู้จัก จะเหมาะกว่า) ถ้า lifestyle ของพวกเค้าเป็นสิ่งที่เราเอื้อมไม่ถึง และจะทำให้เราลำบากทางการเงินถ้าพยายามฝืน แปลอีกมุมนึงคือ ถ้าเพื่อนคนไหนจะไม่คบเราเพราะฐานะ เราก็อย่าไปทำให้เค้าลำบากใจ รีบเอาแม่งออกไปจากชีวิตตั้งแต่วันนี้ได้เลย
.
.
14. ต้องเรียนรู้ที่จะสร้างเงินเพิ่มด้วย การประหยัดและออม มันอาจจะได้แค่รักษาเงิน แต่สุดท้ายมันจะแพ้เงินเฟ้อ
.
.
15. ทำ Money Detox ลอง challenge ตัวเองด้วยการใช้เงินให้น้อยที่สุดในแต่ละวัน ทำให้ได้สักเดือนแล้วนิสัยการใช้เงินจะเปลี่ยนไปแบบถาวร (กำลังฮิตมากในกลุ่มเด็ก Gen Z)
.
.










