เทียบสองตัวดัง!!ใครได้ไปต่อในปี 2026✨💗

💁🏻‍♀️Farger Bond Booster Hair Treatment

เหมาะกับใคร

-ผมเสียหนักจากฟอก/ดัด/ยืด

-คนที่อยากรักษาผมระยะยาว

-ไม่ค่อยเหมาะกับคนผมเส้นเล็ก

-ราคาสูงกว่า Lolane นิดนึง

-กลิ่นแรง

💁🏻‍♀️Lolane Pixxel Bond Resetter Hair Treatment

เหมาะกับใคร

-ผมแห้ง ชี้ฟู ปลายผมช็อต จากการทำสีหรือเคมี คนทำสีระดับกลาง-มาก

-อยากได้ผมสวย นุ่ม เงา เห็นผลเร็ว

-ใช้แทนครีมนวด/หมักผมประจำ

-ใช้ได้ทุกวันไม่หนักหัว

-ราคาน่ารัก

-กลิ่นหอมแบบสดชื่นเหมือนสระร้าน

สรุป: จริงๆคือเลือกยากมาก ต่างกันนิดหน่อย แต่ส่วนตัวฟ้าไปต่อกับ Lolane ค้าบบบ🫶🏻

#ทรีตเมนต์เชื่อมแกนผม #LolanePixxel #BondResetter #รีวิวบิวตี้ #ของดีบอกต่อ

1/13 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนถามกันบ่อยมากว่า “อันไหนดี” ระหว่าง Farger Bond Booster Hair Treatment กับ Lolane Pixxel Bond Resetter Hair Treatment และถ้าต้องเลือก “ไปต่อ” ปี 2026 ควรหยิบตัวไหนให้เหมาะกับสภาพผมตัวเอง เราลองสรุปแบบใช้งานจริงให้ละเอียดขึ้น เผื่อช่วยตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ 1) เลือกจากระดับผมเสีย (สำคัญที่สุด) - ถ้าผมผ่านฟอก/ยืด/ดัดหนักๆ จนจับแล้วสาก แห้งกรอบ ขาดง่าย: Farger จะเด่นเรื่องฟื้นฟูโครงสร้างและการเชื่อมแกนผม (แนว bond) เหมาะกับคนที่อยากบำรุงระยะยาว และโอเคกับความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ - ถ้าผมแห้ง ชี้ฟู ปลายช็อตจากทำสีระดับกลาง-มาก แต่อยากเห็นผมนุ่มเงาไวๆ ใช้แทนครีมนวดได้: Lolane มักให้ฟีล “ผมนิ่มขึ้นทันที” ใช้บ่อยได้ ไม่ค่อยหนักหัว 2) เรื่อง “กลิ่น” และความรู้สึกหลังใช้ - Farger: กลิ่นค่อนข้างแรงสำหรับบางคน ถ้าแพ้น้ำหอมหรือไม่ชอบกลิ่นชัดๆ แนะนำลองซองก่อน แต่ข้อดีคือบางครั้งกลิ่นติดผมพอสมควร - Lolane: กลิ่นหอมสดชื่นคล้ายออกจากร้านสระผม ใช้ง่ายในชีวิตประจำวัน เหมาะกับคนที่อยากได้ความหอมแบบสบายๆ 3) เนื้อทรีทเม้นท์/ความหนักเบา - ผมเส้นเล็กหรือผมมันง่าย: มักเข้ากับ Lolane มากกว่า เพราะใช้ได้ถี่และไม่ค่อยหนักหัว (เราใช้แทนครีมนวดบางวันได้เลย) - ผมหนา/ผมแห้งมาก: Farger จะให้ความรู้สึก “บำรุงแน่น” ขึ้น แต่ต้องคุมปริมาณ ไม่งั้นอาจรู้สึกหนักได้ 4) วิธีใช้ให้เห็นผล (ทำตามนี้แล้วต่างจริง) - หลังสระ บีบน้ำออกให้หมาดก่อนค่อยลงทรีทเม้นท์ (อย่าลงตอนผมเปียกหยดๆ จะเจือจาง) - เน้นลง “กลางผมถึงปลายผม” โดยเฉพาะปลายช็อต/ขาดแตกปลาย หลีกเลี่ยงหนังศีรษะ - ทิ้งไว้ 3–5 นาทีในวันรีบ และ 10–15 นาทีในวันอยากบูสต์ (ใส่หมวกคลุมผมช่วยได้) - ถ้าผมเสียมาก: สลับใช้ เช่น Lolane 2–3 วัน/สัปดาห์ และบูสต์ด้วย Farger 1 วัน/สัปดาห์ จะบาลานซ์ทั้งความนุ่มและการฟื้นฟู 5) แล้ว “สีอะไร” ถึงทำให้ผมพังง่าย? จากประสบการณ์ สีที่ทำให้ผมแห้งง่ายมักเป็นกลุ่มที่ต้อง “กัด/ยกพื้นผม” เช่น ไฮไลต์ โทนสว่างมาก บลอนด์ เทา หม่นเย็น หรือสีแฟชั่นที่ต้องฟอกก่อน พอทำบ่อยๆ ปลายจะช็อตและขาดง่าย จึงควรมีทรีทเม้นท์สาย bond ไว้ช่วยประคองผม สรุปแบบเลือกง่าย - อยากนุ่ม เงา เห็นผลไว ใช้ทุกวัน ราคาเป็นมิตร: เลือก Lolane Pixxel Bond Resetter - ผมเสียหนักจากเคมี อยากฟื้นฟูเชิงโครงสร้าง เน้นบำรุงระยะยาว: เลือก Farger Bond Booster ถ้ายังลังเล แนะนำเริ่มจากซองก่อนทั้งคู่ แล้วดูว่าผมเราแพ้กลิ่นไหม และหลังเป่าแห้ง “ปลายผมช็อตหายไป/ผมนุ่มแข็งแรงขึ้น” ตัวไหนชัดกว่า ตัวนั้นแหละที่ควรได้ไปต่อค่ะ

ค้นหา ·
ทรีตเม้นต์บํารุงผมย้อมสี

3 ความคิดเห็น

รูปภาพของ 💙오뻐(O-pal)เรียกฉันว่าปอชอล💙
💙오뻐(O-pal)เรียกฉันว่าปอชอล💙

ลองfarger สีฟ้าค่ะตัวเอง ถึงน้องจัเน้นเรื่องบำรุงผมที่ผ่านความร้อน แต่ใช้ครั้งแรกผมนุ่มมาก หอมดอกไม่ด้วยกลิ่นไม่แรงเลย

รูปภาพของ LuckMayMelody
LuckMayMelody

❤️❤️ใช้แชมพู, ทรีทเม้นท์ ม่วงด้วยไหมคะ

ดูความคิดเห็นเพิ่มเติม