มีใครแอบแข่งกับเรา ?? 🤨

เรื่อง “มีใครแอบแข่งกับเรา” เนี่ย จริง ๆ

ในเชิงจิตวิทยามีคำที่ใกล้เคียงคือ Social Comparison Theory

(ทฤษฎีการเปรียบเทียบทางสังคม) ของ Leon Festinger (1954)

บอกว่ามนุษย์มักจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

เพื่อวัดคุณค่า ความสำเร็จ หรือสถานะของตัวเอง

คล้ายกับเวลาฝูงสัตว์ต้องรู้ลำดับชั้นเพื่ออยู่รอด เพียงแต่มนุษย์ใช้มันในการวัดคุณค่า ความสำเร็จ และความน่าเชื่อถือในสังคม

ปัญหาคือ…

เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เหนือกว่า

มักจะเกิดความรู้สึกอิจฉา กดดัน หรือไม่พอใจในชีวิต

เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ด้อยกว่า ก็อาจรู้สึกเหนือกว่า

แต่ความสุขแบบนั้นก็เปราะบาง

มันจึงเหมือนเกมวิ่งแข่งในสนามที่ไม่มีเส้นชัย 🏃‍♂️

ไม่ว่าจะมีใครวิ่งเร็วแค่ไหน ก็มักจะมีอีกคนที่วิ่งนำหน้าอยู่เสมอ

และการหันไปมองคนที่วิ่งช้ากว่าก็ไม่ได้ทำให้หายเหนื่อยจริง ๆ

วิธีสังเกตว่ามีคนกำลัง “แข่ง” หรือเปรียบเทียบกับเราบ่อย ๆ

มีหลักฐานในเชิงงานวิจัยสนับสนุน เช่น

1.การเลียนแบบ (Imitation Behavior)

งานวิจัยพบว่าเวลาคนรู้สึกอยาก “แข่งขัน” หรือ “ไม่อยากแพ้”

เขามักจะแสดงออกด้วยการเลียนแบบการแต่งตัว การใช้ของ หรือแม้แต่พฤติกรรมบางอย่าง เพื่อไม่ให้รู้สึกด้อยกว่า

แหล่งอ้างอิง : Chartrand & Bargh (1999)

เรื่อง Chameleon Effect – คนจะเลียนแบบกันโดยไม่รู้ตัว

โดยเฉพาะเวลามีการแข่งขันทางสังคม.

2.การพยายามเปรียบเทียบ (Upward/Downward Comparison)

ถ้ามีคนมักพูดหรือทำให้เห็นว่ากำลังวัดว่า “ใครดีกว่าใคร”

เช่น คุณซื้อของใหม่ เขาก็รีบซื้อมาเหมือนกัน

หรือเวลาคุณสำเร็จ เขาจะรีบโชว์ผลงานของเขา

แหล่งอ้างอิง : Buunk & Gibbons (2007)

งานเกี่ยวกับ Social Comparison Orientation

3.อารมณ์และพลังงานที่ส่งออกมา

งานวิจัยด้านอารมณ์ทางสังคมบอกว่าเวลาเกิดการแข่งขัน มักมีสัญญาณทาง non-verbal เช่น สีหน้า แข็งตึง ไม่ชื่นชมจริง ๆ แม้จะชมก็ฟังออกว่าฝืน หรือมีความรู้สึก “หึง/หมั่นไส้” แฝง

แหล่งอ้างอิง : Parrott & Smith (1993) เกี่ยวกับ Envy and Jealousy

4.การเฝ้าติดตาม (Monitoring Behavior)

คนที่รู้สึกแข่งกับเรา มักจะ “ส่อง” เรามากกว่าปกติ เช่น ตามดูโซเชียลเราบ่อย ๆ คอยเช็กว่าเราไปไหน ทำอะไร เพื่อเปรียบเทียบ

งานวิจัยด้าน social surveillance บอกว่าพฤติกรรมแบบนี้สัมพันธ์กับการแข่งขันและความรู้สึกขาดความมั่นใจในตนเอง

งานวิจัยทางจิตวิทยา (Festinger, 1954) ชี้ว่า

การเปรียบเทียบคนอื่นตลอดเวลา ทำให้ ความสุขลดลง และ ความพอใจในชีวิตต่ำลง การรู้สึกว่า “เราต้องเหนือกว่า” คือกับดักที่ไม่มีวันจบ เพราะ จะมีคนที่เก่งกว่า รวยกว่า หรือสวยกว่าเราเสมอ

นักวิจัยหลายคนย้ำตรงกันว่า คนที่โฟกัสที่การเติบโตของตัวเอง (self-growth) จะมีสุขภาวะทางใจดีกว่า และมีแรงขับจาก

“แรงบันดาลใจ” ไม่ใช่ “ความกลัวการแพ้”

🌱 ข้อคิดสั้น ๆ สำหรับใจ

- แข่งกับคนอื่น = วงจรไม่รู้จบ

- แข่งกับตัวเองเมื่อวาน = การพัฒนาแท้จริง

- ความสุขไม่ได้อยู่ที่ “เหนือกว่าใคร”

แต่อยู่ที่ “เราพอใจกับสิ่งที่เป็นและสิ่งที่มี”

2025/9/13 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมนอกจากการศึกษาทฤษฎี Social Comparison ของ Festinger แล้ว ยังมีแนวคิดและวิจัยเพิ่มเติมที่ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมการแข่งขันทางสังคมได้ลึกซึ้งขึ้น เช่น การเลียนแบบพฤติกรรมที่เรียกว่า "Chameleon Effect" ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราเข้ากับกลุ่มสังคมได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นสัญญาณที่แสดงว่าผู้คนกำลังแข่งขันหรือพยายามไม่แพ้กันอย่างไม่รู้ตัว เช่นการแต่งตัว หรือเลือกใช้สินค้าคล้ายกันเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี นอกจากนี้ การเฝ้าดูและติดตามความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดียของคนอื่น หรือที่เรียกว่า "social surveillance" กลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้การแข่งขันในยุคดิจิทัลทวีความรุนแรงขึ้น คนที่รู้สึกไม่มั่นใจมักจะส่องดูอย่างละเอียด เพื่อเปรียบเทียบและประเมินตัวเอง การเปรียบเทียบทั้งในรูปแบบ "upward comparison" ที่เปรียบเทียบกับคนที่ดีกว่าและ "downward comparison" ที่เปรียบเทียบกับคนที่ด้อยกว่า ส่งผลต่ออารมณ์และความสุขใจของเราอย่างมาก ถ้าเราหลงอยู่ในวงจรนี้อาจทำให้รู้สึกอิจฉา เครียด และขาดความพอใจในชีวิต อย่างไรก็ตาม การตระหนักรู้ว่า "การแข่งกับตัวเองเมื่อวาน" คือกุญแจสู่การเติบโตที่แท้จริง ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองอย่างมีสุขภาพจิตที่ดี เลิกหลงอยู่กับการต้องเป็นคนที่ "เหนือกว่าใคร" และหันมาโฟกัสที่ความสุขจากความพอใจกับสิ่งที่มีในปัจจุบัน เราสามารถฝึก "self-growth mindset" โดยตั้งเป้าเล็ก ๆ ในการพัฒนาตัวเอง เช่น เรียนรู้สิ่งใหม่ การฝึกทักษะ หรือดูแลสุขภาพจิต ซึ่งช่วยให้ลดแรงกดดันจากการแข่งขันกับผู้อื่น และทำให้มีความสุขในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง ท้ายที่สุด การรู้จักสังเกตสัญญาณที่บ่งบอกว่ามีคน "แอบแข่งกับเรา" เช่น การเลียนแบบ การเปรียบเทียบพฤติกรรมที่เห็นชัดเจน อารมณ์แฝงที่ไม่ค่อยเป็นมิตร หรือการติดตามอย่างใกล้ชิด ช่วยให้เราเป็นกลางและไม่ถูกพาไปในวงจรแข่งขันที่ไม่มีที่สิ้นสุด เรียนรู้ที่จะปล่อยวางและโฟกัสที่ตัวเอง คือทางออกสู่ความสุขที่แท้จริง

9 ความคิดเห็น

รูปภาพของ Mayliuรีวี้ววว
Mayliuรีวี้ววว

มีความเป็นไปไม่ได้เสมอไปค่ะ เช่นข้อที่ 2 เช่นเราบิน Business Class ทั้งแถบเอเชีย และยุโรป และเขาพยายามอยากแข่งอยากทำเหมือนเรา แต่กำลังทรัพย์และปัญญาเขาทำไม่ได้เท่าเรา ง่ายๆคือการบริหารจัดการการเงินและบริหารจัดการเวลา ของเจาและเราทำไม่ได้เหมือนกัน ซึ่งมันน่าจะมองออกแล้วนะคะ มันต่างกันมากนะ ของแบบนี้มันก็น่าจะเทียบกันยากอยู่นะคะ

ดูเพิ่มเติม(1)

ดูความคิดเห็นเพิ่มเติม