กลยุทธ์การตลาด ER-OR เมื่อพฤติกรรมลูกค้าชอบซื้อของตามกัน🛍️
กลยุทธ์การตลาดแบบ ER-OR
เทรนด์การตลาดแบบ ER-OR หรือที่เรียกกันว่า “เออ-ออ” เป็นเทรนด์ที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมลูกค้าที่นิยมซื้อสินค้าคล้ายกันและซื้อตามกัน มักเกิดกับสินค้าที่เป็นกระแสในระยะสั้นๆ โดยอาจจะเริ่มจากมีอินฟลูหรือดาราชื่อดังใช้สินค้านี้อยู่ จึงเกิดเป็นเทรนด์ตามกระแสแบบ ของมันต้องมี! โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดกระแสเหตุการณ์แบบนี้มีอยู่ 3 ข้อหลักๆ ดังนี้
1.Influence อิทธิพลจากสังคม เกิดจากอิทธิพลของโซเชียลในปัจจุบันทั้งจากสื่อช่องทางออนไลน์หรือจาก อินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นจากคำบอกเล่าหรือคำรีวิวในช่องทางต่างๆ
2.Bandwagon Effect การอยากถูกยอมรับในสังคม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความรู้สึกลึกๆของลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อสินค้าบางอย่าง จริงๆแล้วแค่ต้องการ “การถูกยอมรับในสังคม” เป็นความรู้สึกที่ว่า หากเรามีของสิ่งนี้ เราก็จะรู้สึกเหมือนกันคนอื่นๆ ไม่รู้สึกแปลกแยกจากสังคม
3.Fear Of Missing Out (FOMO) กลัวตามกระแสไม่ทัน ปัจจัยนี้มีความคล้ายคลึงกับข้อที่ 2 แต่จะแตกต่างกันที่ความรู้สึกลึกๆของลูกค้า ไม่ใช่ความกลัวที่ต้องแปลกแยก แต่เป็นการกลัวตกกระแส กลัวตามไม่ทันคนอื่นๆ เวลาเห็นคนอื่นมีก็รู้สึกอยากมีบ้าง เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าเชย หรือตามกระแสไม่ทัน
3 กลุ่มที่ธุรกิจที่ผู้บริโภคคล้อยตามกระแส ER-OR มากที่สุด
1.ธุรกิจอาหาร เป็นกลุ่มที่มีลูกค้าคล้อยตามกระแส เออ-ออ มากที่สุด โดยประเภทอาหารที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ บุฟเฟ่ต์ ร้านคาเฟ่ และร้านอาหารนานาชาติ เป็นต้น
2.ธุรกิจเทคโนโลยี เป็นธุรกิจมาไวไปไว ใครที่เริ่มก่อนอาจมีโอกาสคว้ากำไรหรือส่วนแบ่งการตลาดได้มากกว่า สำหรับกลุ่มผู้ชายและ LGBTQ+ มักให้ความสนใจในโทรศัพท์และแท็บเล็ต ในขณะที่ผู้หญิงจะนิยมเครื่องใช้ไฟฟ้ามากกว่า
3.การลงทุน ในยุคที่ใครหลายๆคนมองว่าสินทรัพย์ที่น่าลงทุนที่สุดคือ “ทองคำ” ทำให้ราคาทองพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และในขณะเดียวกันสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างหุ้น หรือคริปโตก็ได้รับความน่าสนใจ เพราะจากแนวคิด Passive income ทำให้คนเริ่มหันมาสนใจด้านการลงทุนมากขึ้น
💌 ข้อมูลจาก www.zortout.com
#ความรู้การตลาด #ธุรกิจความรู้ #ธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #สกายบ๊อกซ์สรุปสาระ
นอกจากสามปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อเทรนด์ ER-OR แล้ว การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคด้วยหลัก 6W1H ยังช่วยให้เข้าใจภาพรวมความต้องการลูกค้าได้ลึกขึ้น เช่น "ใคร (Who)" คือกลุ่มเป้าหมาย, "อะไร (What)" คือสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์, "เมื่อไร (When)" คือเวลาที่เหมาะสมในการออกสินค้า, "ที่ไหน (Where)" คือช่องทางจำหน่ายที่ลูกค้าใช้งาน, "ทำไม (Why)" คือเหตุผลที่ลูกค้าซื้อ, "อย่างไร (How)" คือวิธีการสื่อสารและสร้างแรงจูงใจ และ "เท่าไร (How much)" คือราคาที่ลูกค้ายอมรับได้ ในส่วนของการเลือกใช้กลยุทธ์ ER-OR ผู้ประกอบการควรจับสัญญาณจากโซเชียลมีเดียอย่างใกล้ชิด เช่น การรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์ หรือกระแสในแพลตฟอร์มต่างๆ เพราะจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกอยากมีสินค้านั้นตาม ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าใจ Bandwagon Effect และ Fear Of Missing Out (FOMO) ช่วยให้ธุรกิจรู้จักออกแบบโปรโมชันหรือการตลาดที่เล่นกับความรู้สึกของลูกค้า เช่น จัดแคมเปญจำกัดเวลา หรือเน้นสร้างชุมชนลูกค้าคนมีของ เพื่อเพิ่มมูลค่าและกระตุ้นยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุดท้าย การนำแนวคิด ER-OR ไปใช้กับกลุ่มธุรกิจอาหาร ร้านคาเฟ่ และธุรกิจเทคโนโลยี ควรคำนึงถึงการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำและการบริการที่รวดเร็วทันใจ เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มักชอบสิ่งใหม่และไวต่อเทรนด์ ทำให้ธุรกิจตอบสนองความต้องการได้ทันเวลาและรักษาฐานลูกค้าให้เติบโตต่อเนื่อง


