f1ข่าวด่วนอเมริกา

#creatorsearchinsights 📌🇺🇸 กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ (DHS) ได้ออกกฎหมายฉบับสมบูรณ์ (Final Rule) เพื่อยกเลิกสถานะการพำนักแบบเปิด "Duration of Status (D/S)" สำหรับวีซ่านักเรียน (F) วีซ่าผู้แลกเปลี่ยน (J) และวีซ่าสื่อมวลชนต่างชาติ (I) โดยเปลี่ยนเป็นการกำหนดระยะเวลาการพำนักที่แน่นอนสูงสุดไม่เกิน 4 ปีสาระสำคัญของกฎระเบียบฉบับใหม่ที่ส่งผลกระทบโดยตรง มีดังนี้:การจำกัดระยะเวลา: ผู้ถือวีซ่า F-1 และ J-1 จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในสหรัฐฯ ตามระยะเวลาของโปรแกรมการศึกษาหรือการอบรม สูงสุดไม่เกิน 4 ปีต่อครั้งของการเดินทางเข้าประเทศการขอขยายเวลา: หากผู้ถือวีซ่าต้องการพำนักต่อเพื่อศึกษาหรือทำงานให้จบโปรแกรม จะต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการพำนัก (Extension of Stay - EOS) โดยตรงกับ USCIS ซึ่งอาจมีค่าธรรมเนียมและขั้นตอนการตรวจสอบประวัติเพิ่มเติมการลดระยะเวลาผ่อนผัน: ปรับลดระยะเวลาผ่อนผัน (Grace Period) หลังเรียนจบหรือจบโครงการ สำหรับนักเรียน F-1 จากเดิม 60 วัน เหลือเพียง 30 วัน ในการเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศหรือเปลี่ยนสถานะวีซ่าข้อจำกัดของวีซ่าสื่อมวลชน (I): จำกัดระยะเวลาการพำนักของผู้สื่อข่าวต่างชาติสูงสุด 240 วันต่อการเข้าเมือง 1 ครั้ง และจำกัดเหลือ 90 วันสำหรับผู้สื่อข่าวที่ถือหนังสือเดินทางสัญชาติจีนกฎใหม่นี้มีกำหนดการประกาศลงใน Federal Register อย่างเป็นทางการ และจะมีผลบังคับใช้ 60 วันหลังจากวันประกาศ

📌 กฎหมายใหม่ของ DHS ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ นักเรียนต่างชาติ (F-1) ผู้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน (J-1) และสื่อมวลชน (I) โดยเปลี่ยนจากระบบเปิดที่อยู่ได้ยาวนานเท่าที่ยังเรียนอยู่ (Duration of Status) มาเป็น ระบบกำหนดวันหมดอายุที่แน่นอนบนเอกสาร I-94 สูงสุดไม่เกิน 4 ปี

📌 1. ผลกระทบต่อผู้เรียนหลักสูตรระยะยาว (ป.เอก / แพทย์ประจำบ้าน)ภาระการยื่นขอต่ออายุ (Extension of Stay): กลุ่มผู้เรียนปริญญาเอก (Ph.D.) นักวิจัย หรือแพทย์ฝึกหัด (Medical Residency) ที่ใช้เวลาเรียนเกิน 4 ปี จะต้องทำเรื่องขอต่ออายุกับ USCIS ก่อนครบกำหนดความเสี่ยงจากความล่าช้า: การยื่นคำร้องจะผ่านกระบวนการตรวจสอบประวัติและเก็บลายนิ้วมือ (Biometrics) ใหม่ ซึ่งสถาบันการศึกษาอย่างองค์กร NAFSA กังวลว่าจะเกิดปัญหาคอขวดและเอกสารค้างสะสมจำนวนมาก ส่งผลให้สถานะของผู้เรียนเกิดความไม่แน่นอน2. ข้อจำกัดด้านการปรับเปลี่ยนแผนการเรียน (Academic Mobility)ห้ามย้ายสถาบันหรือเปลี่ยนสาขาอย่างไร้เหตุผล: กฎใหม่เพิ่มข้อจำกัดที่เข้มงวดในการย้ายโรงเรียน หรือการเปลี่ยนเป้าหมายการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติเป็นกรณีพิเศษจาก SEVPห้ามเรียนซ้ำระดับเดิม: เมื่อเรียนจบแล้ว DHS บังคับให้ผู้เรียนต้องศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นเท่านั้น จะไม่สามารถลงเรียนหลักสูตรปริญญาใบที่สองในระดับเท่าเดิมหรือต่ำกว่าเดิมเพื่อรักษาสถานะวีซ่าได้อีกต่อไปจำกัดเวลาเรียนภาษา: หลักสูตรเรียนภาษาอังกฤษ (ESL) จะถูกจำกัดระยะเวลาพำนักรวมกันสูงสุดไม่เกิน 24 เดือน3. เวลาในการหางานและการเตรียมตัวที่ลดลงอย่างน่าใจหายลด Grace Period เหลือ 30 วัน: จากเดิมที่นักเรียน F-1 มีเวลา 60 วันหลังเรียนจบในการท่องเที่ยว เตรียมตัวกลับ หรือสมัครเรียนต่อ/เปลี่ยนสถานะ ตอนนี้จะเหลือเวลาเพียง 30 วัน เท่านั้นแรงกดดันในการหานายจ้าง: ผู้ที่ต้องการทำงานต่อในสหรัฐฯ ผ่านโครงการ OPT หรือ STEM OPT จะต้องเร่งหานายจ้างและยื่นเอกสารให้ทันภายในกรอบเวลาที่สั้นลงมาก หากยื่นช้าและวีซ่าหมดอายุ จะเริ่มถูกนับเป็น "การอยู่เกินกำหนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย" (Unlawful Presence) ทันที ซึ่งต่างจากกฎเดิมที่จะนับก็ต่อเมื่อศาลหรือเจ้าหน้าที่ตรวจพบ4. ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นค่าธรรมเนียมใหม่: นักเรียนและผู้สนับสนุนจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการยื่นแบบฟอร์มขอต่ออายุสถานะ (Form I-539) ค่าธรรมเนียมการตรวจอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics Fee) รวมถึงอาจมีค่าทนายความด้านอิมมิเกรชันในกรณีที่เคสมีความซับซ้อนสรุปภาพรวมการเปลี่ยนผ่าน (Transition Period)สำหรับผู้ที่พำนักอยู่ในสหรัฐฯ ด้วยวีซ่า F, J, I อยู่แล้วในปัจจุบัน กฎหมายจะมีมาตรการผ่อนปรนให้คงสถานะเดิมได้ชั่วคราว โดยระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตจะถูกจำกัดให้สิ้นสุดลงตามวันที่ระบุในโครงการปัจจุบัน หรือไม่เกิน 4 ปีนับจากวันที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ (แล้วแต่ว่าระยะเวลาใดจะสั้นกว่ากัน) หลังจากนั้นทุกคนต้องเข้าสู่ระบบยื่นขอขยายเวลา (EOS) ทั้งหมด

7/16 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของผู้ที่เคยศึกษาและทำงานในสหรัฐฯ ภายใต้วีซ่า F-1 การเปลี่ยนแปลงกฎหมายครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากเดิมนักศึกษาสามารถอยู่ในประเทศตลอดระยะเวลาของโปรแกรมการศึกษาได้โดยไม่จำกัด แต่ตอนนี้จำกัดเป็นสูงสุดเพียง 4 ปีต่อครั้ง หากเรียนหลักสูตรที่ใช้เวลานานกว่านั้น เช่น ปริญญาเอกหรือแพทย์ประจำบ้าน ต้องเตรียมตัวยื่นขอต่ออายุสถานะกับ USCIS ซึ่งต้องเผชิญกับขั้นตอนที่ซับซ้อนและมีค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น จากที่เคยประสบเอง การลดระยะเวลาผ่อนผันจาก 60 วันเหลือ 30 วันทำให้ช่วงเวลาหลังเรียนจบในการหางานหรือเปลี่ยนสถานะวีซ่าต้องเร่งรีบมากขึ้น อาจทำให้หลายคนตกหล่นโอกาสหรือวางแผนไม่ทัน และยังเสี่ยงต่อการอยู่เกินกำหนดอย่างไม่ถูกกฎหมาย นอกจากนี้ โครงการ OPT ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญให้ได้ทำงานหลังเรียนจบ ก็ถูกกดดันด้วยเวลาที่แคบลง ผู้เรียนจำเป็นต้องเร่งหานายจ้างและดำเนินเอกสารภายในกรอบเวลาที่จำกัด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแผนงานในระยะยาว ส่วนในด้านการเปลี่ยนแปลงแผนการเรียน ที่จำกัดการย้ายสถาบันหรือเปลี่ยนสาขาวิชาอย่างเข้มงวด ทำให้การวางแผนการศึกษายากขึ้น บางครั้งอาจต้องขออนุมัติพิเศษที่ใช้เวลานานและซับซ้อน จึงควรวางแผนตั้งแต่ต้นและปรึกษากับทางมหาวิทยาลัยหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การรับทราบข้อมูลกฎหมายอย่างรวดเร็วและวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ถือวีซ่า F-1, J-1 และ I ใครที่กำลังศึกษา หรือวางแผนจะไปเรียนหรือติดต่อทำงานในสหรัฐฯ ควรติดตามข่าวสารและเตรียมเอกสารอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ควรหาผู้ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายอิมมิเกรชันที่เชื่อถือได้ เพื่อช่วยวางแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ