#บ้านผีเมืองเก่าตอนที่3
หลังจากตาตายไปแล้ว ...
เหมือนมนต์บางอย่างมันเสื่อมไป
นอกจากเสียงจอบที่ขุดให้ได้ยินกันทุกคืน
เหมือนพวกเขาก็แสดงความมีอยู่กันหนักขึ้นเรื่อยๆ
ที่ขุดก็ขุดไป ที่เดิน ก็เดินกันจนเรือนสั่น
และบางครั้งก็ไม่ได้เดินเสียด้วยซ้ำไป
เรียกว่า วิ่งสวนกัน จนแก้วชามในตู้โชว์ชนกันดังกริ๊งๆ
แล้วที่สำคัญ ทุกคนได้ยินหมด ไม่เลือกคน
เราไม่เคยได ้นอนดีกันสักคืน
น้าโหนกเล่าว่า นอนมองหน้ากันในความมืดจนชิน
และน้าคิดว่า ไม่ต่ำกว่า 7-8 ตน แน่นอน
เหมือนเขาอยู่ในบ้านกับเรา!!
น้าเอ๋ น้องเล็กสุดในบ้าน จะนอนกับยาย
เมื่อแผ่นไม้เริ่มสั่น เสียงเท้าเริ่มย่ำลงบนเรือน
เมื่อเรือนโยกจนได้ยินเสียงแก้วกระทบกัน
ก็จะตกใจตื่น เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นยายนอนลืมตามองหน้า
อยู่เหมือนกัน ยายจะปลอบใจว่า “หลับตา นอนซะลูก”
แล้วไม่พูดอะไร
กลัวก็แสนกลัว แต่จะพาลูกไปอยู่ไหนกันเล่า ...
ยายมักจะจุดธูปไหว้กลางแจ้งอยู่บ่อยครั้ง
บางครั้งก็จะมีของไหว้ด้วย เพื่อบอกกล่าว
ในการขออยู่ทำมาหากิน ณ สถานที่แห่งนี้
บางคืนก็ไหว้กลางบ้าน
ทั้งๆที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่อยู่บนเรือนแท้ๆ
แต่พวกเขาเหมือนไม่กลัวเลย ...
จนวันหนึ่ง...
คนแถวบ้าน บ้านที่ห่างออกไป ที่ใกล้สุดคงจะเป็นบ้านร้างหลังนั้นเสียมากกว่า เดินมาลอบๆ มองๆ
ในที่สุด ก็เอ่ยกับยายว่า
“มีคนมาเข้าฝันฉัน ไม่เห็นหน้าหรอกนะ แต่เขาบอกว่า
มึงไปบอกไอ้คนบ้านนั้น ให้มันย้ายกันออกไปจากที่กู”
ยายฟังแล้วเก็บเงียบไว้ในใจ ที่ไหว้ขอมาตลอด เขาคงไม่ให้...
“น้าโหนกเคยเห็นเขาแบบเป็นตัวเป็นตนไหม?”
“ไม่เคย มันไม่ได้แสดงตัวได้ขนาดนั้น แต่มันเขย่าบ้าน
มันวิ่งไล่กัน มันเดินตามเรา มันมาเป็นเงาดำๆ มันปาของใส่หลังคาบ้านเราได้ ...“
น้ารู้สึกทุกครั้ง เวลาเดินในบ้าน เหมือนมีคนเดินตามหลังเราอยู่ตลอดเวลา เขาดูว่าเราไปไหน เราทำอะไร
นั่งนานไม่ได้ จะรู้สึกอึดอัด
ช่วงที่แม่กับพ่อของผู้เขียน ไปเยี่ยมยายที่บ้านหลังจากตาเสียไปได้สักพัก ก็ถึงกับโดนรั บน้องในคืนแรกที่ไปเลยทีเดียว แม่เล่าไป ลูบแขนไป เพราะขนลุกซู่ไปหมด มันจริงและไม่เคยลืมความรู้สึกตอนนั้นได้เลย
คืนนั้น แม่กับพ่อ นอนบนเตียงกับผู้เขียน ตอนนั้นอายุขวบเศษ มีตู้โชว์ใบใหญ่กั้นไว้ ถัดจากตู้โชว์ ยายและน้าๆ นอนเรียงหน้ากระดานที่พื้นกัน
จู่ๆ ขณะที่ทุกกำลังคนหลับ มีเสียงดัง โครม!!! เหมือนมีคนเอาก้อนหินขนาดใหญ่ทุ่มลงกลางบ้าน เรือนทั้งเรือนสั่น แม่กับพ่อดีดตัวลุกขึ้นนั่งพร้อมกัน หันขวับมองหน้ากันทันที
แม่กระซิบบอกพ่อ ชวนกันลุกไปดู ว่ามีของอะไรล้ม หรือหลังคามันถล่มหรือเปล่า
พ่อกับแม่ค่อยๆเดินอ้อมตู้โชว์ไปดู ทุกคนหลับเงียบมาก เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสียงดังโครมนั้น ราวกับตั้งใจให้ได้ยินกันแค่สองคนเท่านั้น ... สบตากันในความมืดและเงียบ จากนั้นก็พากันกลับไปที่นอน แล้วนอนไม่หลับจนรุ่งเช้าเลยทีเดียว
น้าเอ๋บอกว่า นั่นแหละ!! มันคือ “เขวี้ยงวิญญาณ” คนโบร่ำโบราณเขาเล่าต่อๆกันมา ว่า วิญญาณที่อยากกลับบ้าน แต่เข้าบ้านไม่ได้ จะด้วยเหตุว่า เจ้าของบ้านไม่เคยเอ่ยกับเจ้าที่เจ้าทางเจ้าบ้านเจ้าเรือน หรือเหตุใดก็ตาม จะร้อนไปถึงยมฑูต ต้องมาพาวิญญาณนั้นเข้าบ้าน แต่ครั้นยมฑูตท่านจะเข้า ก็เข้าไม่ได้ ด้วยไม่มีกิจที่จะต้องไปรับวิญญาณคนตายที่ออกจากร่าง ท่านเลยใช้วิธี เขวี้ยงวิญญาณ โยนจิต เข้าไปจะไปกระทบตรงไหนก็สุดแท้แต่เวรกรรม บางครั้งยามดึก เราอาจจะเคยได้ยินเสียงเหมือนคนเขวี้ยงอะไรกระทบหน้าต่างบ้าง หลังคาบ้าง ประตูบ้าง ก็นี่แหละ วิญญาณเขาอยากเข้าบ้าน แต่เข้าไม่ได้ ...
น้าเอ๋บอก เขวี้ยงตาแน่ๆ เพราะ พอแกเคลิ้มๆ จะหลับอีกคืน เสียงเคาะไม้กระดานมาเป็นจังหวะเพลง และมันใช่ เพลงนั้นล่ะ ที่ตาชอบร้องบ่อยๆ เสียงฮึมฮัมลอยมาแต่ไกล ตอนนั้นยังเด็ก ได้แต่ข่มตาหลับเอา ... แม้จะเป็นตาก็เถอะ กลัว ...
และคงไม่ใช่แค่ตาเทืองที่โดนเขวี้ยงมา มันดันเขวี้ยงกันตึงตังทุกคืน คืน เว้น คืน วันแล้ววันเล่า ที่ต้องทนเสียงขุดดิน เสียงขุดรั้ว โดยที่ไม่เคยได้เจอที่มาของเสียงเลยสักครั้ง และในคืนหนึ่ง ที่ผู้เขียนได้ดูหนังเรื่องธี่หยด ที่เป็นฉากที่พ่อพระเอกไม่เชื่อว่า ผี มีอยู่จริง จนก้อนหิน ก้อนดิน ร่วงลงมาจากไหนไม่รู้เต็มหลังคาไปหมด และนั่นคือ เหตุการณ์จริงที่ทุกคนในบ้านหลังนี้ ประสบพร้อมกัน!!!
คืนหนึ่งหลังจากนอนฟังเสียงวิ่งจนเรือนสั่นไปแล้ว ก็เงียบลงแล้วค่อยๆ มีเสียงดัง แกร๊ก คล้ายคนปาหินก้อนเล็กๆ ขึ้นไปบนหลังคา ทุกคนเงียบ... ฟัง
แกร๊ ก แกร๊ก กราวววว คราวนี้เหมือนคนเอามือกอบเม็ดกรวดขึ้นมาแล้วค่อยๆ โรยไปบนหลังคา กราว กราว น้าๆ สบตากันในความเงียบ แล้วพูดกันเบาๆ ว่า ตายแล้ว มันเอาหิน เอาดินโยนขึ้นหลังคา หลังคาคงเต็มไปด้วยดิน น้ำฝนคงรองกินกันไม่ได้แล้วล่ะ ... รุ่งเช้า น้าๆ รีบหาบันไดเทียบปีนขึ้นไป กะจะทำความสะอาด แต่บนหลังคากับสะอาด เกลี้ยง แล้วเสียงก้อนกรวดที่ดังร่วงบนหลังคาทั้งคืน หายไปไหน และยังคงหาคำตอบไม่ได้จนถึงวันนี้
เสียงร้องหิวนมของผู้เขียนกลางดึก ทำให้แม่ค่อยๆ ลุกพาตัวเองไปยังโต๊ะชงนมที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างบ้านหลังแรกและหลังที่สอง แม่บอกแม่จำได้ฝังใจ เมื่อก้มชงนมให้ลูก เงาดำๆ จะมายืนล้อมโต๊ะตัวนั้นเต็มไปหมด เห็นเป็นเงาดำชัดเจน เป็นรูปเป็นร่าง รู้เลยว่ามีทั้งผู้หญิง และผู้ชาย เหมือนมามุงดูว่าแม่กำลังทำอะไร เมื่อแ ม่กลั้นใจเงยหน้าขึ้นมอง ... ว่างเปล่า แม่ก้มชงนมอีกครั้ง เงาดำก็กลับมามุงดูเหมือนเดิม แม่บอกว่า มายืนกันเป็นสิบ พอเงยหน้าก็ไม่มีอย่างเคย เท่านั้นล่ะ นมไม่ได้ชงดี รีบเดินกึ่งวิ่ง ไปนั่งเขย่าต่อในมุ้ง ทีนี้ ยามดึก มีแต่คนเกี่ยงกันชงนมตลอด เพราะรู้ว่า ไปแล้ว มีผีมุงดู และทุกคนเจอเหมือนกันหมด แม้กระทั่งยายหมาน ยังมานั่งเขย่าขวดนมในมุ้งเหมือนกัน ...
แม่กับพ่อพาผู้เขียนกลับชุมพรไปแล้ว เหลือน้าเอ๋ น้าแป๊ะยังคงอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังนั้น น้าคนอื่นๆ ต่างออกไปทำงาน และมีครอบครัว ...
คืนที่น้าๆคิดสู้แบบตายเป็นตาย เพราะเสียงจอบขุดดินคืนนั้น ช่างชัดและใกล้กว่าที่เคย แกร๊ง! บางครั้งจอบก็กระทบกับบางอย่าง แล้วก็ขุดต่อ น้าแป๊ะเรียกประชุมคนในบ้าน มีน้าแป๊ะ แฟนน้า และน้าเอ๋ ส่วนยายไปชุมพรไปเยี่ยมผู ้เขียน จึงไม่ได้อยู่บ้านด้วย
น้าแป๊ะ หยิบดาบที่เหน็บอยู่ข้างฝาบ้านขึ้นมา คนอื่นก็หยิบฉวยของใกล้มือ ประชุมเล็กๆ ในบ้านจึงเกิดขึ้น น้าแป๊ะวางแผน ว่าน้าจะเป็นคนเปิดกลอนประตู แฟนน้าจะผลักประตูเปิด ส่วนน้าเอ๋น้องคนเล็ก หลบหลังเข้าไว้... ทุกคนค่อยๆย่องผ่านรอยต่อตรงกลางบ้าน ไปยังเสียงจอบที่ขุดอยู่บริเวณด้านหลังบ้านติดรั้วและต้นไม้รกครึ้ม ตอนนั้นทุกคนคิดว่าเป็นโจรมากกว่าผี เพราะเสียงขุดมันชัดมากกว่าทุกครั้ง
น้าแป๊ะเอื้อมมือไปปลดกลอนประตู แฟนน้าผลักประตูออก น้าแป๊ะกระโดดลงจากชานหลังบ้าน เงื้อดาบสุดแรงกะว่าถ้าเป็นคนก็สู้กันสักตั้งล่ะวะ!!! เสียงดาบวื้ดลงกลางอากาศที่ว่างเปล่า ไร้เงาผู้ใด คน... คงไม่หายไปไวขนาดนั้น น้าแป๊ะกระโดดขึ้นชานหลังบ้าน ปิดประตูด้วยความรวดเร็ว เมื่อประตูปิด เส ียงขุดก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง ... น้าแป๊ะ พาทุกคนมานอนกลางบ้าน เสียงจอบก็ยังขุดต่อไปราวกับจะหาอะไรบางอย่างใต้ดินนั้นให้เจอ
น้าเอ๋เล่าว่า อยู่กับมัน นั่ง นอนฟังเสียงมันวิ่ง มันขุด มันปาหินอยู่อย่างนั้น จนกลายเป็นปมถึงทุกวันนี้ ไม่กล้านอนถ้าห้องมืดสนิท ต้องเปิดไฟเอาไว้บ้างตลอดเวลา
แล้วก็ถึงคราวที่น้าแป๊ะ ต้องออกจากบ้านอีกคน
ลุงที่รู้จักกันชักชวนน้าแป๊ะไปขับรถขนไม้ทางฝั่งเพื่อนบ้าน สมัยนั้นการตัดซุง ขนซุง กำลังรุ่ง น้าแป๊ะก็ตามเขาไปทำงานขนไม้ข้ามฝั่งอยู่ราวๆเกือบสองเดือน
ส่วนทางบ้านนี้ น้าเอ๋ ก็เผชิญเรื่องราวแต่ละคืนต่อไปกับยาย จนไม่รู้ว่า มันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน เพื่อนๆ ขอมานอนที่บ้าน แล้วก็ไม่มาอีกเลย ต่างพากันไปล้อที่โรงเรียนว่า บ้านเอ๋มีผี วิ่งไล ่ทั้งคืน จนบ้านสะเทือน
เหมือนมันกลัวว่าเราจะชินที่อยู่ตรงนี้เกินไป ...
วันดีคืนดี ... ลุงที่ชวนน้าแป๊ะไปทำงานด้วย แจ้งข่าวด่วนมาว่า น้าแป๊ะขับรถบรรทุกตกเขาที่ฝั่งเพื่อนบ้าน โซ่เหล็กที่รัดท่อซุงมันหลุดออก ซุงเลยกระแทกมาด้านหน้าอัดเข้ากับที่นั่งคนขับ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ... คนที่นั่งไปด้วยรอดชีวิต แต่ก็ขาพิการมาจนปัจจุบัน เล่าว่า รถเบรคติด ทำให้เสียหลัก เขาตะโกนให้น้าแป๊ะกระโดดลงจากรถเอาชีวิตรอด แต่น้าแป๊ะไม่สนใจ เขาเลยชิงกระโดดลงก่อน แล้วน้าแป๊ะก็ไหลลงไปกับรถคันนั้น ถ้ากระโดดลงพร้อมกัน ยังไงเสียก็รอด...
พ่อแม่ผู้เขียนเมื่อได้รับข่าว ก็รีบพากันนั่งรถทัวร์จากชุมพรมาทันที ส่วนทางน้าโหนก ยาย น้าเทพ ก็พากันไปรับร่างของน้าแป๊ะกลับบ้าน
สมัยนั้นการนำร่า งข้ามกลับมาฝั่งบ้านเรา เป็นเรื่องที่ยากพอควร ชายแดนยังเป็นชนเผ่าต่างๆ เขาจะไม่ยอมให้นำร่างกลับบ้าน แต่ที่สุดแล้ว ลุงที่พาไปก็เดินเรื่องจนนำร่างกลับข้ามฝั่งมาทำพิธี และเผาได้ในฝั่งบ้านเรา
การสูญเสียน้าแป๊ะไปในเหตุการณ์ครั้งนีั ทำให้ที่บ้านถึงกับต้องเรียกประชุมใหญ่กันอีกครั้ง ...
เราจะอยู่กันต่อไปดีหรือ
ใจยายนั้นสลายไปแล้วกับการเสียลูกชาย แต่อีกใจก็ไม่อยากขายบ้านหลังนี้ไปลำบากอีกครั้ง
คืนนั้น น้าเอ๋เพลียและหลับไป กึ่งหลับกึ่งตื่นเห็นน้าแป๊ะเดินเข้ามาในบ้าน แต่งตัวชุดธรรมดาอย่างที่เคยใส่ เดินมาหาที่ปลายเตียง เรียกมากอด ร้องไห้ แล้วพูดว่า “พี่ตายเสียแล้วน้อง ฝากน้องดูแลแม่ อย่าทิ้งแม่นะน้องนะ”
ส่วนทางน้าโหนก ฝันว่า น้าแป๊ะมาหา แล้วสั่งให้ตีดา บให้แกหนึ่งคู่ แกว่า “ข้าศึกมันเยอะนัก จะเอาดาบคู่นี้ไปรบต่อ น้องไปตั้งศาลให้พี่ด้วย”
“แล้วน้าโหนกได้ไปไหม?”
“น้าจะไปยังไงเล่า ฝั่งเพื่อนบ้าน การเดินทาง มันไม่เหมือนสมัยนี้ ตอนนั้นก็ยังไม่โตมาก ไม่รู้จะไปยังไง น้าแป๊ะเอ็งเขาคงมาจากแถวนั้น พอจะตายก็ต้องไปตายตรงนั้นแหละวะ”
.........
สิ้นน้าแป๊ะแล้ว เหมือนเส้นความอดทนที่มีมาตลอด
ก็สูญสิ้นไปพร้อมกัน
ขอยกตอนจบไว้อีกตอนนะคะ
ยาวมากจริงๆ กับตอนนี้
ภาพที่นำมาให้ชม เป็นภาพงานศพของน้าแป๊ะ
มีตู้โชว์หลังนั้นติดมาในภาพ เพื่อยืนยันการมีอยู่จริง
ของบ้านหลังนี้ได้ดีที่สุด
ผู้เขียน พยายามหาภาพบ้านหลังนี้ เมื่อย้อนไป 38 ปีก่อน
พร้อมทั้งค้นประวัติเท่าที่ทำได้ เพื่อให้ตอนจบชัดเจนไม ่ค้างคาทั้งคนเล่า และผู้เขียน
น้าๆ ก็จะได้คำตอบที่สงสัยมานานเช่นเดียวกัน
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ 🙏🏻🥰
































