แด่ตัวผมเอง... เพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิต (เมื่อเราเลิกคาดหวังความเอ็นดูจากใคร)ในวันที่โลกหมุนเร็วจนเราล้ม
แด่ตัวผมเอง... เพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิต (เมื่อเราเลิกคาดหวังความเอ็นดูจากใคร)
ในวันที่โลกหมุนเร็วจนเราล้มลง หรือในวันที่ต้องแบกรับความกดดันจนแทบยืนไม่ไหว สัญชาตญาณลึกๆ ของเราอาจจะยังมองหา "ใครสักคน" ที่จะเข้าใจ ลูบหลัง และหยิบยื่นความเห็นใจมาให้ แต่ความจริงที่โลกมักจะสอนผู้ชายอย่างเราด้วยบทเรียนราคาแพงก็คือ เราไม่อาจคาดหวังความใจดีหรือความเอ็นดูจากใครได้ตลอดไป
โลกนี้ไม่ได้มีหน้าที่มารองรับความเหนื่อยล้าของเรา และทุกคนต่างก็มีบาดแผลหรือภาระหน้าที่ในชีวิตที่ต้องแบกรับไว้บนบ่าตัวเองเช่นกัน การเอาความสุขและคุณค่าของตัวเองไปผูกติดไว้กับความเมตตาของคนอื่น จึงเหมือนการสร้างบ้านบนกองทราย ที่พร้อมจะพังทลายลงมาเมื่อไหร่ก็ได้
ทำไมเราถึงควรเลิกคาดหวังความเห็นใจจากคนอื่น?
ความคาดหวังคือจุดเริ่มต้นของความผิดหวัง: ยิ่งเราหวังให้คนอื่นมาดีกับเรามากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเปราะบางมากขึ้นเท่านั้น พอเขาไม่ได้ตอบสนองในแบบที่เราหวัง เราอาจจะรู้สึกแย่ ทั้งที่จริงแล้วคุณค่าในตัวเราไม่ได้ลดลงไปสักนิด
ไม่มีใครเข้าใจเราเท่าตัวเราเอง: ต่อให้อธิบายความเหนื่อยล้าไปเป็นร้อยคำ คนฟังก็อาจจะเข้าใจได้แค่สิบคำ เพราะเขาไม่ได้มายืนอยู่ในจุดที่เรายืน ไม่ได้แบกน้ำหนักเดียวกับที่เรากำลังแบกอยู่
ทุกคนต่างมีสงครามของตัวเอง: การที่ใครสักคนไม่ได้หยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้ ไม่ได้แปลว่าเขาเกลียดชังเราเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะเขากำลังเหนื่อยล้ากับการเอาชีวิตรอดในสมรภูมิของเขาอยู่เหมือนกัน
วิธีเปลี่ยนตัวเองเป็น "เพื่อนตาย" ของตัวเอง
เมื่อเรายอมรับความจริงข้อนี้ได้ สิ่งที่ต้องทำต่อไปไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้ายหรือทำตัวแข็งกระด้างใส่ใคร แต่คือการ หันกลับมาจับมือและตบไหล่ตัวเองให้แน่นขึ้น
1. อนุญาตให้ตัวเองล้มและเหนื่อยได้ (โดยไม่ต้องรอให้ใครมาปลอบ) เวลาที่เพื่อนสนิท เจอเรื่องหนักๆ เรามักจะนั่งดื่มเป็นเพื่อนแล้วบอกว่า "ไม่เป็นไรเว้ย เอาใหม่" จงทำแบบนั้นกับตัวเอง ปล่อยให้ตัวเองเหนื่อยได้ ท้อได้ และบอกตัวเองว่าเราแม่งโคตรเก่งแล้วที่ลุยผ่านมาได้จนถึงวันนี้
2. เลิกด่าทอและซ้ำเติมตัวเองเมื่อทำพลาด ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดมักจะเป็นเสียงในหัวของเราเอง เวลาที่ตัดสินใจพลาด จงใจดีกับตัวเองให้เหมือนเวลาที่เราให้อภัยเพื่อนที่สนิทที่สุด เปลี่ยนจากคำด่าทอว่า "ทำไมโง่แบบนี้วะ" เป็นคำว่า "ช่างมัน คราวหน้ากูจะทำให้ดีกว่าเดิม"
3. สร้างความสุขและความสำเร็จด้วยสองมือของเราเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาให้รางวัล ไม่ต้องรอให้ใครพาไปฉลอง หรือรอให้ใครมาชมว่าเราเก่ง อยากได้อะไรต้องหามาด้วยตัวเองให้ได้ ชื่นชมตัวเองให้เป็น เมื่อเราพึ่งพาตัวเองได้เต็มที่ 100% ความใจดีจากคนอื่นจะกลายเป็นแค่ "กำไร" ในชีวิต ไม่ใช่ "ปัจจัยหลัก" ที่ขาดไม่ได้อีกต่อไป
"จงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของตัวเอง เพราะในวันที่พายุพัดแรงที่สุด คนเดียวที่จะยืนหยัดและก้าวเดินเคียงข้างคุณไปจนถึงเส้นชัย ก็คือตัวคุณเอง"
การเติบโตขึ้น คือการเรียนรู้ที่จะปาดเหงื่อให้ตัวเอง ทายาที่แผลให้ตัวเอง และยิ้มรับกับปัญหาตรงหน้าเพียงลำพัง เมื่อเราเลิกคาดหวังความเอ็นดูจากใคร เราจะค้นพบอิสระที่แท้จริง... อิสระจากการที่ไม่ต้องพยายามทำตัวให้ถูกใจใคร และค้นพบความเข้มแข็งจากข้างในที่ไม่มีใครหน้าไหนจะมาแย่งชิงไปจากเราได้
ปกติแล้วในวันที่เจอเรื่องหนักๆ คุณมีวิธีดึงสติและให้กำลังใจตัวเองยังไงบ้างครับ?









