ทำไม🚨 รายได้เพิ่มแต่รู้สึกไม่เคยพอ?🛍

สวัสดีครับ🙋🏻‍♂️ พบกับผมเฟิร์ส LivingWealthy เพื่อนๆเคยพบเจอปัญหานี้กันไหมครับ ทั้งๆที่เงินเดือนเราเพิ่มขึ้นแต่ค่าใช้จ่ายกลับเพิ่มขึ้นตาม และเงินเก็บกลับไม่เพิ่มขึ้นตามรายได้เลย ที่จริงแล้วมันมีเหตุผลทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และพฤติกรรมมนุษย์ที่อธิบายได้ชัดเจนว่าทำไม “รายได้เพิ่มแล้วค่าใช้จ่ายเพิ่มตาม” มีอะไรกันบ้างไปดูกันเลยครับ

✨ Law of Expanding Wants (กฎของความต้องการที่ขยายตัว)

เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นระดับความต้องการมนุษย์จะเพิ่มขึ้นตาม

จากกินอิ่ม → อยากกินดี

จากอยู่ได้ → อยากอยู่สบาย

จากมีโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง → อยากได้เครื่องที่ดีกว่า

“ ความอยากจะขยายตัวตามฐานรายได้ใหม่ ”

✨ Consumption Smoothing(ทฤษฎีการบริโภคอย่างราบรื่น)

มนุษย์ชอบให้คุณภาพชีวิตค่อยๆดีขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ชอบให้มัน ลดลง ดังนั้นเราจึงมักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

ทำอาหารกินเอง → ทานอาหารนอกบ้าน

ใช้รถประจำทาง → ใช้รถส่วนตัว

เรามักจะปรับการใช้จ่ายให้สูงขึ้นเพื่อรักษามาตรฐานชีวิตใหม่

✨Relative Income Theory (ทฤษฎีรายได้สัมพันธ์ )

เราตัดสินสถานะของตัวเองจากคนรอบตัว เพื่อนร่วมงาน และโซเชียลมีเดีย

เมื่อรายได้เราเพิ่มขึ้น เราต้องการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับกลุ่มสังคมของเราเพื่อไม่ให้รู้สึกต่ำกว่าคนอื่น เป็นการหลีกเลี่ยงความรู้สึกด้อยกว่าทางสังคม “ พฤติกรรมนี้เรียกว่า Demonstration Effect “

✨ Hedonic Adaptation(ภาวะปรับตัวทางความสุข)

การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในชีวิต เช่น รายได้เพิ่ม, ซื้อของใหม่ ความสุขที่ได้รับจะเพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่สุดท้ายเราจะปรับตัวให้ความสุขนั้นกลับสู่ระดับพื้นฐานเดิม

การปรับตัวนี้ทำให้เราต้องแสวงหาสิ่งใหม่หรือคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้นเรื่อยๆเพื่อกระตุ้นความสุขเดิม จึงเป็นแรงขับที่ทำให้ การใช้จ่ายไต่ระดับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

✨ Behavioral Economics – Mental Accounting -

มนุษย์ไม่ได้จัดการเงินทั้งหมดเป็นก้อนเดียวกัน แต่แบ่งเงินออกเป็นบัญชีทางจิตตามแหล่งที่มาหรือวัตถุประสงค์ เมื่อรายได้เพิ่ม มนุษย์จะมีแหล่งเงินใหม่ในหัว

เงินเดือนเพิ่ม = ใช้เพิ่มได้

โบนัส = เงินรางวัล

รายได้พิเศษ = เงินไม่จริง ใช้เพิ่มได้

“ ทำให้เมื่อรายได้เพิ่มค่าใช้จ่ายจึงเพิ่มขึ้นตามแบบไม่รู้ตัว “

✨ Scarcity Mindset ที่หายไป

Scarcity mindset คือ ความคิดที่เชื่อว่าตนเองมีทรัพยากร ไม่เพียงพอหรือกลัวว่าจะขาดแคลนสิ่งนั้น ทำให้มนุษย์ใช้ความคิดมากขึ้นในการจัดการทรัพยากร

📉ตอนรายได้ต่ำ = คิดเยอะก่อนใช้เพราะอยากประหยัด

📈รายได้เพิ่มขึ้น = การตัดสินใจใช้เงินง่ายขึ้น ไม่รู้สึกว่าใช้เงินแล้วกระทบชีวิต

ดังนั้น “ เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ความรู้สึกขาดแคลนจะเริ่มหายไป ”

✅สรุปเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น

- คุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้น

- ความคาดหวังของตัวเองเพิ่มขึ้น

- ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตาม

- กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ลดลงไม่ได้

✨ เพื่อนๆรู้สึกอย่างไรกันบ้างเวลาเงินเดือนเพิ่ม แวะมาพูดคุยกันใต้คอมเมนต์ได้นะครับ

✨ หากชอบฝากกดถูกใจและติดตามเพื่อให้ไม่พลาดคอนเทนต์จากผมด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่ครับ

#การบริหารการเงิน #คุยเรื่องเงิน #Lemon8ฮาวทู #การเงินการลงทุน #บิงโกงานเงิน

2025/11/23 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าคุณกำลังเสิร์ชว่า “lifestyle inflation คือ” แบบที่ผมเคยเป็นเลย ขอสรุปให้เข้าใจง่ายๆก่อนนะครับ: Lifestyle Inflation คือ “รายได้เพิ่มแล้วไลฟ์สไตล์ขยับตาม” จนสุดท้ายค่าใช้จ่ายใหม่กลายเป็นมาตรฐานชีวิตใหม่ ทำให้รู้สึกว่าเงินไม่เคยพอ ทั้งที่ตัวเลขรายได้สูงขึ้นจริง อาการที่ผมสังเกตได้ในชีวิตประจำวัน (เช็กตัวเองได้เลย) 1) ของเล็กๆน้อยๆเริ่มแพงขึ้น: จากกาแฟแก้วละ 60 → 140 แบบไม่รู้ตัว 2) อัปเกรดสิ่งเดิมบ่อยขึ้น: มือถือยังใช้ได้ แต่ “อยากได้ที่ดีกว่า” 3) ค่าคอมฟอร์ตเพิ่ม: เรียกรถแทนรถสาธารณะ สั่งเดลิเวอรี่แทนทำกิน 4) เงินก้อนพิเศษหายเร็ว: โบนัส/รายได้เสริมถูกมองเป็น “เงินรางวัล” แล้วใช้เพลิน วิธีแก้ Lifestyle Inflation แบบที่ผมทำแล้วเวิร์ก (เลือกทำทีละข้อก็ได้) 1) ตั้ง “เส้นฐานค่าใช้จ่าย” (Baseline) ให้ชัด ลองไล่ดู 3 หมวดหลัก: คงที่ (เช่น ค่าเช่า/ผ่อน), กินอยู่, ฟุ่มเฟือย แล้วตั้งเพดานค่าใช้จ่ายรายเดือนของแต่ละหมวด พอรายได้เพิ่ม ให้ “เพดานไม่ขยับทันที” อย่างน้อย 2-3 เดือน เพื่อดูว่าจริงๆเราต้องใช้เพิ่มไหม หรือแค่คันอยาก 2) ใช้กฎ “เพิ่มรายได้ = เพิ่มออมก่อน” ทุกครั้งที่เงินเดือนขึ้น/มีรายได้เสริม ให้ตั้งโอนอัตโนมัติไปออม/ลงทุนก่อน เช่น 50% ของส่วนที่เพิ่มขึ้น (ถ้าขึ้น 3,000 ก็ออมก่อน 1,500) วิธีนี้ตัดปัญหา Mental Accounting ที่ชอบคิดว่า “เงินเพิ่ม = ใช้เพิ่มได้” 3) แยกบัญชีตามเป้าหมายแบบจับต้องได้ ผมแยกอย่างน้อย 3 ก้อน: - บัญชีใช้จ่ายประจำ (ใช้ได้สบายใจ) - บัญชีออมฉุกเฉิน (ห้ามแตะ) - บัญชีเป้าหมาย (เที่ยว/ดาวน์บ้าน/เรียน) การแยกแบบนี้ทำให้เราเห็นชัดว่า “เงินไม่พอ” เพราะอะไร และหยุดใช้เงินผิดก้อนได้ง่ายขึ้น 4) ทำ “ดีเลย์ 7 วัน” ก่อนอัปเกรดของใหญ่ โดยเฉพาะมือถือ แก็ดเจ็ต กระเป๋า รองเท้า ถ้าผ่าน 7 วันแล้วยังอยากได้จริง ค่อยกลับมาดูงบอีกที หลายครั้งความอยากจะลดลงเอง (เกี่ยวกับ Hedonic Adaptation ล้วนๆ) 5) วางงบความสุขแบบไม่รู้สึกผิด ห้ามตัดจนเครียด เพราะเดี๋ยวเด้งกลับไปช้อปหนักกว่าเดิม ผมจะตั้ง “งบฟุ่มเฟือย” เป็นก้อนเล็กๆต่อเดือน แล้วใช้ในกรอบนั้นได้เต็มที่ ชีวิตไม่ตึง และเงินเก็บไม่พัง ถ้าคุณกำลังเจอภาวะ “รายได้เพิ่มแต่เงินไม่เคยพอ” ลองเริ่มจากข้อ 2 (ออมก่อนอัตโนมัติ) อย่างเดียวก่อนก็ได้ครับ ทำง่ายและเห็นผลไว แล้วค่อยเพิ่มข้ออื่นทีละนิด รับรองว่า Lifestyle Inflation คุมได้ และเงินเก็บจะเริ่มโตขึ้นแบบรู้สึกได้จริง

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

เค้าบอกว่าคนขี้เกียจอยู่ไหนก็สบาย คนขยันอยู่ไหนก็ลำบาก 🧺
แวะมาตอบหลายคำถามสำหรับคนอยากทำ AFF ไม่ต้องคิดอะไรมากเน้นลงมือทำเลย.. เราก็เป็นคนนึงขี้เกียจ แต่ขี้เกียจอย่างไรให้มีประโยชน์ เราชอบหาทางลัดให้กับทุกอย่างเพื่อที่จะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นเพิ่ม หรือทำในสิ่งที่ชอบเช่นนอนอ่านหนังสืออยู่เฉยๆ เราเองก็เติบโตมาจากพนักงานกินเงินเดือนที่เคยต้องเอา 8 ชั่
namoch

namoch

ถูกใจ 3773 ครั้ง

ภาพหญิงสาวกำลังยิ้มและชี้ไปที่ยอดเงิน 70,973.83 บาท พร้อมข้อความว่า "หาเงินได้ 70,000++ ระหว่างเรียน จากการขาย E-BOOK ไม่ได้ลงทุนสักบาท" แสดงถึงรายได้จากการขายอีบุ๊ก
ภาพแสดงขั้นตอนที่ 1 และ 2 ของการสร้างรายได้จากการเขียนอีบุ๊ก โดยเริ่มจากการเขียนนิยายลง readAwrite และมีสำนักพิมพ์ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ 3 เรื่อง พร้อมภาพสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ
ภาพแสดงขั้นตอนที่ 3 และ 4 โดยสำนักพิมพ์จะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ค่าหน้าปก ค่าพิสูจน์อักษร และจะวางขายอีบุ๊กผ่านแพลตฟอร์ม MEB พร้อมภาพประกอบการทำงานและโลโก้ MEB
หาเงินได้ 70,000+ ระหว่างเรียน จากการขาย E-BOOK✨
📍เริ่มจากไอเดียเล็ก ๆ โดยเราเป็นนักเขียนมือใหม่ ซึ่งกำลังเรียนมหา‘ลัย ปี 3 ไม่คิดว่าจะมีสนพ.มาติดต่อ→ ขอซื้อลิขสิทธิ์ จนได้จับเงินหมื่น มันเป็นรายได้เสริมจากการขาย E-Book ที่นักเขียนมือใหม่ก็เริ่มได้ 🎯: โดยเริ่มแต่งนิยายและเผยแพร่ตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น readAwrite ,Dek-D ,ธัญวัลย์ ฯลฯ กระทั่งมีส
It’s mintie.

It’s mintie.

ถูกใจ 2811 ครั้ง

ดูเพิ่มเติม