2/6 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมตอนแรกที่รู้จัก “กิลกาเมซ” เราจะคุ้นภาพจาก Fate มากกว่า—ความมั่นหน้า ความดูถูกมนุษย์บางคน และความรู้สึกว่าเขา “เหนือกว่า” เซอร์แวนท์คนอื่น ๆ แต่พอไปไล่อ่านที่มาจาก “มหากาพย์กิลกาเมช” (Epic of Gilgamesh) แล้วถึงเข้าใจว่าคาแรกเตอร์ “ราชาที่เกิดก่อนคำว่าวีรบุรุษจะบัญญัติ” มันไม่ได้พูดเท่ ๆ เฉย ๆ มันมีรากจริงจากตำนานเมโสโปเตเมียเลย กิลกาเมซในมหากาพย์ถูกเล่าว่าเป็นกษัตริย์แห่งอูรุก มีพลังเหนือมนุษย์ (บางฉบับบอกว่าเป็นกึ่งเทพ) และปกครองแบบกดดันประชาชน จนเทพต้องส่งเอนคิดู (Enkidu) มาเป็นคู่ต่อสู้/คู่ปรับเพื่อ “ปรับสมดุล” สุดท้ายทั้งคู่กลับกลายเป็นสหาย จุดนี้ทำให้เห็นว่ากิลกาเมซไม่ได้เป็นวีรบุรุษแบบขาวสะอาด แต่เป็นมนุษย์ที่มีอำนาจ มีข้อบกพร่อง และต้องเรียนรู้ผ่านการสูญเสีย เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เรื่องนี้ถูกยกเป็นมหากาพย์คือการตายของเอนคิดู ซึ่งพากิลกาเมซเข้าสู่ความกลัว “ความตาย” เขาออกเดินทางตามหาความเป็นอมตะ แต่สุดท้ายก็พบว่ามนุษย์หนีความตายไม่พ้น สิ่งที่เหลืออยู่คือผลงาน/มรดกที่สร้างไว้กับเมืองและผู้คน ตรงนี้แหละที่ทำให้ภาพ “ราชา” มีมิติขึ้น: เขาอาจมองมนุษย์เป็นสิ่งต่ำกว่าในเชิงอำนาจ แต่ก็ถูกบังคับให้ยอมรับความจริงว่าเขาเองก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่สูญเสียได้ พอกลับมามองใน Fate เราจะเชื่อมได้ง่ายขึ้นว่าทำไมกิลกาเมซถึงไม่ถูกวางให้เป็น “วีรบุรุษสายเสียสละ” แต่เป็น “ผู้ปกครอง” ที่ยึดโลกทัศน์แบบราชาเป็นหลัก เขาเลือกเคารพมนุษย์ “บางคน” ที่พิสูจน์คุณค่าให้เห็น และพร้อมดูแคลนคนที่เขามองว่าไม่คู่ควร นี่ทำให้เวลาดู/อ่าน Fate แล้วจะสนุกขึ้น เพราะเราจะจับได้ว่าท่าทีแรง ๆ ของเขามักมีแก่นคือมาตรฐานของผู้ปกครอง ไม่ใช่แค่ความร้ายแบบตัวร้ายทั่วไป ถ้าใครอยากเริ่มทำความเข้าใจ “มหากาพย์กิลกาเมช” แบบไม่หลง แนะนำให้โฟกัส 3 คีย์เวิร์ด: ราชา, สหาย, และความตาย อ่านด้วยมุมนี้จะเห็นพัฒนาการของกิลกาเมซชัดมาก และพอกลับไปดู Fate ก็จะเข้าใจประโยคประมาณว่า “เขาคือราชา” ได้แบบอินกว่าเดิม