ระวังเว็บ FileZilla ปลอม

ระวังเว็บ FileZilla ปลอม ดาวน์โหลดมาได้แทนที่จะได้ใช้ซอฟต์แวร์ แต่ได้มัลแวร์แทน

FileZilla อาจเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่เป็นที่คุ้นเคยของผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเว็บไซต์ หรือ ระบบเครือข่าย (Network) ที่ต้องมีการอัปโหลด หรือ ดาวน์โหลดไฟล์ ผ่านโปรโตคอล FTP และนั่นก็ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งในเป้าหมายที่แฮกเกอร์จะเอามาใช้ล่อลวงผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบเครือข่าย และเว็บไซต์ต่าง ๆ ด้วยของปลอมแฝงมัลแวร์

จากรายงานโดยเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของผู้พัฒนาเครื่องมือต่อต้านมัลแวร์ Malwarebytes ได้กล่าวถึงการตรวจพบเว็บไซต์ Filezilla ปลอมที่ถูกใช้เพื่อแพร่กระจายไฟล์ติดตั้งซอฟต์แวร์ FileZilla เวอร์ชัน 3.69.5 ที่มีการฝังมัลแวร์ไว้ภายใน ซึ่งมัลแวร์ภายในนั้นจะมีจุดประสงค์เพื่อขโมยรหัสผ่านเข้าใช้งานระบบ FTP ของเหยื่อ รวมทั้งทำตัวเป็นประตูหลังของระบบ หรือ Backdoor เพื่อให้แฮกเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังสามารถเข้าสู่ระบบของเหยื่อในภายหลังได้ ซึ่งตัวซอฟต์แวร์ปนเปื้นมัลแวร์ตัวนี้จะถูกปล่อยผ่านทางเว็บไซต์ปลอมที่มีการตั้งชื่อคล้ายกับเว็บไซต์ของ FileZilla ของจริง อย่าง filezilla-project[.]live และตัวซอฟต์แวร์ปนเปื้อนมัลแวร์นี้ก็เรียกว่าซอฟต์แวร์ปลอมไม่ได้เสียทีเดียว เพราะเป็นการนำเอาไฟล์ของซอฟต์แวร์ FileZilla เวอร์ชัน 3.69.5 รุ่นพกพา (Portable) ของจริงมาใช้งาน แต่มีการเพิ่มไฟล์ DLL ของมัลแวร์ลงไป 1 ตัว นั่นคือ version.dll

โดยสำหรับ FileZilla ของจริงนั้น จะมีการใช้งานไฟล์ DLL 2 ตัว นั่นคือ ไฟล์ DLL ที่เป็นไลบรารี่ (Library) เฉพาะตัวของ FileZilla อย่าง libfilezilla-50.dll และ libfzclient-private-3-69-5.dll แต่จะไม่มีไฟล์ version.dll ซึ่งเป็นไฟล์ของ Windows Version API ซึ่งตามปกติแล้วจะถูกบรรจุอยู่ภายในโฟลเดอร์ระบบ (System) ของ Windows (C:WindowsSystem32) ไม่ใช่ไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับ FileZilla

การที่ทีมวิจัยสามารถตรวจจับได้นั้นก็เนื่องมาจากการใช้งานเครื่องมือสอดส่อง Process (Process Monitor) แล้วพบว่าตัวไฟล์ทำงานหลักของ FileZilla อย่าง filezilla.exe นั้นในการที่จะทำงานได้จะต้องมีการโหลดไฟล์ DLL จำนวนหนึ่งขึ้นมาก่อน ซึ่งในการทำงานส่วนนี้ตัว Windows จะทำการตรวจสอบโฟลเดอร์ของซอฟต์แวร์เสียก่อนว่ามีไฟล์ DLL ที่จำเป็นไหม แล้วจึงค่อยกลับไปตรวจสอบโฟลเดอร์ระบบของ Windows โดยในช่วงแรกจะเป็นการโหลดไฟล์ DLL ไลบรารี่ของระบบ (System Library) อย่าง IPHLPAPI.DLL และ POWRPROF.dll ขึ้นมาก่อน ซึ่งผลก็แน่นอนว่าไม่มีทางหาพบในโฟลเดอร์ของตัวซอฟต์แวร์ ทำให้ได้ผลลัพธ์ตอบกลับในครั้งแรกคือ NAME NOT FOUND หรือหาไม่พบ และตัว Windows ก็จะไปโหลดไฟล์ดังกล่าวจากโฟลเดอร์ของระบบแทน

แต่ตัวไฟล์ version.dll กลับถูกตรวจพบภายในโฟลเดอร์ของตัวซอฟต์แวร์เลยทำให้เกิดการโหลดขึ้นมาใช้งาน แทนที่จะเป็นการไปโหลดตัวปกติจากโฟลเดอร์ของระบบ ทำให้ตัวไฟล์ถูกทีมวิจัยตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นไฟล์ของมัลแวร์นั่นเอง แต่สิ่งที่ตัวซอฟต์แวร์ปนเปื้นมัลแวร์นี้ทำผิดพลาดคือ ตัวมัลแวร์นั้นถูกโปรแกรมให้ทำการโหลดไฟล์ version_original.dll ซึ่งเป็นไฟล์ที่นำเอา version.dll แบบปกติที่ควรโหลดจากโฟลเดอร์ของระบบมาตั้งชื่อเพื่อทำเทคนิค DLL Proxy เพื่อให้ตัวซอฟต์แวร์โหลดฟังก์ชันที่ควรเป็นขึ้นมาทำงานตามปกติขณะที่ตัวโค้ดของมัลแวร์ก็ทำงานตามคู่ขนานไป แต่ตัวที่ทีมวิจัยได้รับมานั้นกลับไม่มีการใส่ไฟล์ดังกล่าวเข้ามา ทำให้ตัวซอฟต์แวร์ทำงานผิดปกติจนสามารถจับผิดได้

ในด้านการทำงานของตัวไฟล์ DLL ของมัลแวร์นั้นจะเริ่มต้นจากการตรวจว่าปัจจุบันตัวมัลแวร์ได้ทำงานอยู่ภายใต้สภาวะจำลองแบบ Virtual Machine หรือ Sandbox อยู่หรือไม่ ? ก่อนที่จะปล่อยไฟล์มัลแวร์ตัวจริง (Payload) ลงมา ด้วยการใช้เทคนิคตรวจสอบพฤติกรรมการทำงาน (Behavioural Check) หลากรูปแบบ เช่น ตรวจสอบเวอร์ชันของ BIOS, เลขลงทะเบียนของ Virtual Box, การจัดการพื้นที่ในหน่วยความจำ (Memory Allocation) เป็นต้น

หลังจากที่ตรวจสอบสภาพแวดล้อมการทำงานแล้วพบว่าทุกอย่างปลอดภัยดี ตัวมัลแวร์ก็จะทำการติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ควบคุม (C2 หรือ Command and Control) ด้วยการส่งคำขอ HTTPS Request ไปยัง Public Resolver ของ Cloudflare ด้วยการส่งไปที่ URL

https://1[.]1.1.1/dns-query?name=welcome.supp0v3[.]com&type=A

ซึ่งเป็นเทคนิคที่เรียกว่า DNS-over-HTTPS หรือ DOH ที่ช่วยเลี่ยงการถูกตรวจจับโดยเครื่องมือสอดส่อง DNS (DNS Monitor) ของทางองค์กร โดยหลังจากที่ตัว Resolver แปลงค่าออกมาเป็นโดเมนของเซิร์ฟเวอร์ C2 ได้แล้ว มัลแวร์นกต่อ (Loader) ก็จะทำการเรียกกลับ (Call Back) ไปยังเซิร์ฟเวอร์ C2 ซึ่งจากการที่ทางทีมวิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์หน่วยความจำ ก็ได้นำไปสู่การตรวจพบการตั้งค่า (Configuration) ที่ถูกฝังไว้ในส่วนรันไทม์ (Runtime) โดยการตั้งค่านั้นมีลักษณะดั่งนี้

{

"tag":"tbs",

"referrer":"dll",

"callback":"https://welcome.supp0v3.com/d/callback?utm_tag=tbs2&utm_source=dll"

}

นอกจากการใช้งานวิธีการแบบ DOH Call Back แล้ว ตัวมัลแวร์ยังมีการติดต่อกับหมายเลขไอพี 95.216.51.236 ผ่านทางพอร์ต TCP หมายเลข 31415 ซึ่งเป็นพอร์ตที่ไม่ใช่พอร์ตมาตรฐาน (Non-Standard Port) บนบริการโฮสต์ของ Hetzner เพื่อใช้เป็นช่องทางที่สองในการติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ C2 นอกจากนั้นการใช้งานช่องทางนี้ยังช่วยให้การจราจรรับส่งข้อมูล (Traffic) ไปกับข้อมูลทั่วไปเพื่อฝ่าระบบป้องกันแบบไฟร์วอลล์ (Firewall) ได้อีกด้วย

เมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการทำงานของมัลแวร์แล้วก็พบว่า ตัวมัลแวร์นั้นนอกจากจะมีความสามารถในการขโมยรหัสผ่านที่เหยื่อป้อนลงบนซอฟต์แวร์เพื่อทำงานอัปโหลดดาวน์โหลดไฟล์ทาง FTP แล้ว ยังตรวจพบความสามารถในการยิงเพื่อแทรกโค้ดของตัวมัลแวร์เองลงใน Process (Process Injection), มีการสร้างความคงทนบนระบบของเหยื่อ (Persistence) ด้วยการดัดแปลง Registry เพื่อให้มัลแวร์สามารถรันขึ้นมาใหม่ได้ตลอดเวลา, รวมทั้งยังมีการตรวจพบว่าอาจจะมีการส่งข้อมูลด้วยวิธีการเข้ารหัส (Encryption) ได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นมัลแวร์ที่มีความสามารถหลากหลายมากตัวหนึ่ง

#ติดเทรนด์ #Lemon8ฮาวทู #lemon8ไดอารี่ #freedomhack #filrzilla

3/28 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเวลาเจอ “เว็บปลอม/เว็บไซต์ปลอม” ที่ทำหน้าตาเหมือนเว็บดาวน์โหลดโปรแกรมดัง ๆ (รวมถึง FileZilla) สิ่งที่ผมทำเป็นประจำคือ “หยุด 10 วินาทีแล้วเช็กให้ครบ 3 ชั้น” เพราะเว็บปลอมมักอาศัยความรีบ—โดยเฉพาะคนทำเว็บ/ดูแลเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องรีบอัปโหลดงานผ่าน FTP/SFTP 1) เช็กโดเมนให้ละเอียด (อ่านทีละตัวอักษร) เว็บปลอมมักตั้งชื่อคล้ายของจริงมาก เช่น เติมคำว่า project, download, secure, หรือเปลี่ยน .com เป็น .live/.site แล้วทำหน้าเว็บให้เหมือนเดิมเป๊ะ ๆ วิธีที่ช่วยได้คือพิมพ์ชื่อเว็บเองในแถบที่อยู่ (ไม่กดจากโฆษณา/ลิงก์) และดูโดเมนหลักจริง ๆ ว่าตรงกับที่เราคุ้นเคยไหม ถ้าเห็นโดเมนแปลก ๆ อย่าง filezilla-project.live ให้ถือว่า “น่าสงสัย” ไว้ก่อน 2) ระวังโฆษณาและปุ่มดาวน์โหลดลวง หลายครั้งค้นหาแล้วผลลัพธ์ด้านบนเป็นโฆษณา (Ads) ซึ่งเป็นจุดที่เว็บปลอมชอบซื้อเพื่อแซงขึ้นหน้าแรก ผมจะเลี่ยงการกดผลลัพธ์ที่เป็นโฆษณาถ้าไม่จำเป็น และเข้าเว็บทางการ/แหล่งดาวน์โหลดที่เชื่อถือได้แทน นอกจากนี้บางเว็บปลอมจะมีปุ่ม “Download” ใหญ่ ๆ หลายปุ่ม แต่พอกดแล้วได้ไฟล์คนละชื่อหรือพาไปอีกโดเมนหนึ่ง 3) ตรวจไฟล์ที่ดาวน์โหลดก่อนรันทุกครั้ง จากเคสนี้ในภาพมีการอ้างเวอร์ชันหนึ่ง แต่ไฟล์ที่ได้อาจเป็นอีกเวอร์ชัน (เช่นหน้าเว็บบอกล่าสุด 3.69.6 แต่ไฟล์ที่ได้เป็น FileZilla_3.69.5_win64.zip) ความไม่สอดคล้องแบบนี้คือสัญญาณอันตรายทันที หลังโหลดมาให้ดูนามสกุลไฟล์ (เช่น .zip/.exe) ชื่อไฟล์ และขนาดไฟล์ว่าดูปกติไหม ถ้าเป็นไฟล์บีบอัดให้แตกไฟล์แล้ว “ส่องของข้างใน” ก่อนดับเบิลคลิก โดยเฉพาะถ้าเจอไฟล์ .dll แปลก ๆ อยู่ในโฟลเดอร์โปรแกรม เช่น version.dll ที่ไม่ควรอยู่กับ FileZilla ของจริง 4) เช็กความน่าเชื่อถือด้วยสแกนไวรัส/ออนไลน์ ผมมักอัปโหลดไฟล์ไปสแกนด้วยบริการสแกนมัลแวร์ออนไลน์ (หรืออย่างน้อยสแกนด้วย Windows Security/แอนติไวรัสที่ใช้อยู่) ก่อนเปิดใช้งานจริง ถ้าถูกแจ้งเตือนแม้เพียงเล็กน้อย อย่า “ฝืนรัน” ให้ลบทิ้งแล้วไปโหลดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ใหม่ 5) ถ้าเผลอติดตั้งไปแล้ว ควรทำอะไรบ้าง - เปลี่ยนรหัสผ่าน FTP/โฮสติ้ง/แผงควบคุม (รวมถึงรหัสที่เคยบันทึกไว้ในโปรแกรม) ทันที และเปิด 2FA ถ้ามี - ตรวจว่ามีผู้ใช้แปลก ๆ/ไฟล์แปลก ๆ บนเว็บหรือเซิร์ฟเวอร์ไหม - สแกนเครื่องทั้งระบบ และพิจารณาลบโปรแกรม/ไฟล์ที่ดาวน์โหลดมานั้น - ถ้าเป็นเครื่องทำงานองค์กร แนะนำแจ้งทีมไอทีเพื่อเช็กทราฟฟิก/พฤติกรรมต้องสงสัย (เว็บปลอมบางตัวพยายามติดต่อ C2 ผ่านพอร์ตแปลก ๆ) สรุปคือ “เว็บปลอม” ไม่ได้หลอกแค่คนทั่วไป แต่หลอกคนทำงานสายเว็บได้ง่ายมากเพราะมันอ้างโปรแกรมที่จำเป็นจริง ๆ ถ้าเรายึดเช็กลิสต์โดเมน-แหล่งดาวน์โหลด-ความสอดคล้องของเวอร์ชัน-สแกนก่อนรัน จะลดความเสี่ยงได้เยอะครับ