แฮกเกอร์ใช้ช่องโหว่ Zero-Day บน Check Point VPN

พบแฮกเกอร์จำนวนมากใช้ช่องโหว่ Zero-Day บน Check Point VPN ปล่อยแรนซัมแวร์ Qilin

จากรายงานโดยเว็บไซต์ Security Week ได้กล่าวถึงการตรวจพบช่องโหว่ความปลอดภัยบนแอปพลิเคชัน VPN ของทางบริษัท Check Point ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาเครื่องมือรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ชื่อดัง โดยฝีมือทีมวิจัยของทางบริษัทเอง ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวนั้นมีรหัสว่า CVE-2026-50751 ที่มีคะแนนความอันตราย CVSS Score ที่สูงถึง 9.3 หรืออันตรายสูงมากระดับวิกฤติ เนื่องจากเป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นระหว่างการยืนยันความถูกต้อง (Validation) ของตัวใบรับรอง (Certificate) สำหรับการเข้าถึงจากระยะไกล (Remote Access) และการเข้าถึงผ่านทางโทรศัพท์มือถือ (Mobile Access) โดยจะเกิดขึ้นในส่วนของกุญแจ (Key) IKEv1 ที่ถูกปฏิเสธโดยระบบระหว่างการแลกเปลี่ยนกุญแจ (Key Exchange) ทำให้แฮกเกอร์สามารถสร้าง Session การใช้งาน VPN โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่านได้

ช่องโหว่ดังกล่าวนั้นถูกพบว่าได้ถูกใช้งานโดยกลุ่มแฮกเกอร์หลายกลุ่มในช่วงวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยพบว่ามีการใช้งานมากขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งหนึ่งในกลุ่มแฮกเกอร์ที่ใช้งานช่องโหว่ดังกล่าวนั้นคือกลุ่มแฮกเกอร์ที่ใช้งานมัลแวร์สำหรับเรียกค่าไถ่ หรือ Ransomware ชื่อ Qilin เพื่อใช้ในการปล่อยแรนซัมแวร์ดังกล่าวเพื่อจุดประสงค์ด้านการเงิน เช่น การกรรโชกทรัพย์ผ่านทางแรนซัมแวร์ เป็นต้น

แต่ก็มีข่าวดีคือ ทาง Check Point ได้ทำการออกอัปเดตด่วน (Hot Fix) เพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ผู้อ่านรายใดที่ใช้งาน VPN ของทาง Check Point อยู่ขอให้ทำการอัปเดตโดยด่วน

#ติดเทรนด์ #lemon8ไดอารี่ #vpn #checkpoint #freedomhack

7/5 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์การใช้งาน VPN ติดต่อกับระบบงานภายในองค์กร รวมถึงในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ช่องโหว่ Zero-Day ที่เกิดขึ้นกับ Check Point VPN ผมพบว่าความเสี่ยงจากช่องโหว่แบบนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่การเข้าถึงระบบที่ไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยขององค์กรด้วย ช่องโหว่ CVE-2026-50751 ที่เกิดที่ IKEv1 Key Exchange ทำให้แฮกเกอร์สามารถแทรกแซงและสร้าง VPN Session โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่านนั้น ถือว่าอันตรายมาก เพราะช่องโหว่นี้ใช้กลไกยืนยันตัวตนของ Certificate และการแลกเปลี่ยนกุญแจที่ผิดพลาดเป็นจุดอ่อน ทำให้แฮกเกอร์สามารถเลี่ยงมาตรการยืนยันตัวตน ส่งผลให้เข้าถึงระบบได้เสมือนเป็นผู้ใช้งานจริง ผมขอแนะนำให้ทุกองค์กรและผู้ใช้ VPN ของ Check Point ต้องรีบอัปเดตแพตช์ Hot Fix โดยทันที เพราะถึงแม้ Check Point จะออกอัปเดตมาแก้ไขช่องโหว่นี้แล้ว แต่ถ้าไม่อัปเดตระบบก็ยังเปิดโอกาสให้แรนซัมแวร์ Qilin เข้ามาคุกคามและเข้าถึงข้อมูลสำคัญภายในองค์กร หากถูกโจมตีสำเร็จอาจต้องใช้ต้นทุนเวลามากในการกู้คืนข้อมูล นอกจากนี้ การตั้งระบบแจ้งเตือนและเปิดใช้งานมาตรการรักษาความปลอดภัยเสริม เช่น การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) รวมถึงเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวผิดปกติบนระบบ VPN ด้วยจะเป็นการเพิ่มเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่ง สุดท้ายนี้เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาให้เห็นว่าการอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะกับช่องโหว่ความปลอดภัยระดับวิกฤติที่มีผลกระทบต่อการทำงานและความปลอดภัยของข้อมูลอย่างมาก