สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับอินซูลิน 🧬

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับอินซูลิน 🧬

หน้าที่หลักๆของอินซูลิน

อินซูลินทำหน้าที่พาน้ำตาลกลูโคสจากเลือดเข้าเซลล์

เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานทันที

หรือเก็บไว้เป็นไกลโคเจนในกล้ามเนื้อและตับ

แต่เมื่อกินเกินความต้องการ

ถ้าเรากินเยอะ หรือกินบ่อยๆ

(โดยเฉพาะจากอาหารแปรรูปหรือน้ำตาลสูง)

และถ้าไม่ค่อยขยับร่างกาย กลูโคสส่วนเกินจะถูกเก็บเป็นไขมัน เพื่อใช้เป็นพลังงานสำรองในอนาคต

🍔➡️🧈

แรกๆ ร่างกายเก็บไขมันไว้ใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat) ซึ่งยังถือว่าค่อนข้างปลอดภัย

แต่ถ้ามีมากเกินไป ไขมันจะเริ่มสะสมในช่องท้องและรอบอวัยวะ (Visceral fat) ⛔

Visceral fat (ไขมันในช่องท้อง)

ถ้ามีมากไปจะอันตราย

เพราะจะหลั่งสารก่อการอักเสบ

ทำให้ระบบเผาผลาญของเราผิดปกติ

(Metabolic dysfunction)

และเป็นปัจจัยสำคัญของภาวะดื้อต่ออินซูลิน

(Insulin Resistance) 🔒

Visceral fat ยังเชื่อมโยงกับโรคเรื้อรังหลายอย่าง

เช่น เบาหวานชนิดที่ 2, โรคหัวใจและหลอดเลือด, ไขมันพอกตับ อีกเยอะเลย .....

ถ้าเราดื้อต่ออินซูลินมากขึ้นๆ

ตับอ่อนต้องผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

จนทำงานหนักเกินไป สุดท้ายไม่สามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ → นำไปสู่ภาวะน้ำตาลสูงเรื้อรัง

และพัฒนาเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 นั่นเองค่ะ

✨ สรุป: อินซูลินไม่ใช่ “ศัตรู”

แต่เป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยรักษาสมดุลพลังงานของร่างกาย

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเรามีพฤติกรรมกินเกิน + ไม่ขยับ → เกิดไขมันในช่องท้อง → ดื้อต่ออินซูลิน → เสี่ยงเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่น ๆ นั่นเองค่ะ

อย่าลืมกดติดตามกันไว้นะคะ

ครั้งหน้ามาเล่าให้ฟังเรื่อง

การแก้ไขปัญหาเรื่อง ” ภาวะดื้ออินซูลิน “ 💕 #ดื้ออินซูลิน #ลดไขมัน #ลดน้ำตาลในเลือด #เบาหวาน #ไขมันพอกตับ #ไขมันในเลือดสูง #insulinresistance #สุขภาพดี

2025/8/25 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเวลาเห็นคำว่า “อินซูลินสูง” หรือ “อินซูลินพุ่ง” หลายคนจะนึกว่าเกิดกับคนอ้วนเท่านั้น แต่จากที่ฉันอ่านและสังเกตตัวเอง/คนรอบตัว มันเกิดได้แม้ไม่ได้อ้วนมาก โดยเฉพาะคนที่กินหวานบ่อย กินอาหารแปรรูปบ่อย หรือกินจุกจิกทั้งวัน อินซูลินพุ่ง (insulin spike) มักเกิดหลังมื้อที่คาร์บสูง ย่อยไว เช่น ข้าว/เส้นปริมาณเยอะ ขนม น้ำหวาน ชานม เบเกอรี่ หรือของทอดที่กินคู่กับน้ำหวาน พอน้ำตาลในเลือดขึ้นเร็ว ร่างกายก็หลั่งอินซูลินออกมามากเพื่อพากลูโคสเข้าเซลล์ ถ้าเกิดบ่อยๆ จะเริ่มสะสมเป็นไขมันได้ง่าย โดยเฉพาะ “ไขมันในช่องท้อง (visceral fat)” ซึ่งเป็นตัวที่เชื่อมโยงกับการอักเสบ ระบบเผาผลาญรวน และภาวะดื้อต่ออินซูลิน สัญญาณที่ฉันใช้เช็กตัวเองแบบไม่ต้องมีเครื่องมือ (อ้างอิงจากสิ่งที่หลายแหล่งพูดตรงกัน และตรงกับภาพที่หลายคนแชร์กัน) มีประมาณนี้: - มีพุง/รอบเอวเพิ่ม แม้น้ำหนักไม่ได้ขึ้นมาก - ง่วงมากหลังอาหาร โดยเฉพาะหลังมื้อคาร์บจัด - ลดพุงยาก รู้สึก “คุมอาหารแล้วแต่ไม่ไปไหน” - หิวบ่อย กินเสร็จไม่นานอยากกินต่อ (เหมือนน้ำตาลแกว่ง) - ผิวคล้ำดำบริเวณคอ รักแร้ ข้อพับ (บางคนเรียกคอดำ) - ไตรกลีเซอไรด์สูง (ถ้าไปตรวจเลือด) - ความดันสูง - มีภาวะถุงน้ำในรังไข่ (PCOS) หรือสงสัยไขมันพอกตับ - กรดยูริกสูงในบางคน ถ้าอยาก “ลดอินซูลินพุ่ง” แบบเริ่มได้เลย ฉันทำเป็นกติกาง่ายๆ 5 ข้อ: 1) จัดจานใหม่: เพิ่มโปรตีนและผักก่อน แล้วค่อยทานคาร์บ (ช่วยชะลอการขึ้นของน้ำตาล) 2) ลดเครื่องดื่มหวานเป็นอันดับแรก เพราะทำให้น้ำตาลขึ้นไวมาก 3) เปลี่ยนคาร์บเป็นแบบอิ่มนานขึ้น เช่น ข้าวไม่ขัดสี/ธัญพืช และคุมปริมาณ 4) ขยับหลังมื้ออาหาร 10–15 นาที (เดินเบาๆ) ฉันทำแล้วอาการง่วงหลังกินดีขึ้นชัด 5) เลี่ยงการกินจุกจิกทั้งวัน ให้มี “ช่วงพักอินซูลิน” ระหว่างมื้อบ้าง ถ้าสงสัยว่าตัวเองอินซูลินสูงจริงไหม นอกจากดูอาการแล้ว การตรวจสุขภาพช่วยมาก เช่น น้ำตาลสะสม (HbA1c), น้ำตาลอดอาหาร, ไขมันไตรกลีเซอไรด์/HDL และในบางเคสแพทย์อาจพิจารณาอินซูลินอดอาหารหรือค่า HOMA-IR ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าอินซูลินเป็นผู้ร้าย แต่เป็นสัญญาณให้เราปรับพฤติกรรม “กินเกิน + ไม่ขยับ” ที่ทำให้ไขมันช่องท้องสะสม และพาไปสู่ดื้ออินซูลินในระยะยาวค่ะ