ประสบการณ์หลอนที่สุดในชีวิต | เรื่องจริงที่พัทยา

เรื่องนางรำ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นราวปี พ.ศ. 2538 หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย ช่วงนั้นชีวิตเริ่มมีเวลาว่างมากขึ้น ฉันกับ "น้ำ" เพื่อนสนิทที่มักเดินทางท่องเที่ยวด้วยกันมาตั้งแต่สมัยเรียน จึงตัดสินใจขับรถไปเที่ยวพัทยาแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ตั้งใจจะพักสัก 2–3 วัน

ตอนแรกเราคิดว่าจะไปหาโรงแรมแบบวอล์กอิน แต่ระหว่างทาง น้องชายน้ำบอกว่ามีเพื่อนอยู่พัทยาและสามารถให้เราไปพักได้ เราดีใจกันมาก เพราะจะได้ประหยัดค่าโรงแรม จึงตั้งใจว่าจะพักบ้านเพื่อนก่อนหนึ่งคืน แล้วอีกคืนค่อยหาโรงแรมพัก

เมื่อไปถึงบ้าน เราถึงกับตกตะลึง บ้านหลังนั้นใหญ่และสวยมาก เป็นบ้านทรงทันสมัย ตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างที่ทอดยาวจากถนนสุขุมวิทไปจนถึงถนนเลียบชายหาดจอมเทียน รอบบ้านในสมัยนั้นยังเป็นเพียงทุ่งหญ้าโล่ง มีบ้านอยู่เพียงสองหลัง ทำให้บรรยากาศค่อนข้างเงียบสงบ แม้จะดูวังเวง แต่ความสวยของตัวบ้านก็ทำให้เราไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวในตอนแรก

เราพักกันในบ้านรับรองหลังใหญ่ มีเพียงฉันกับน้ำส่วนน้องชายแยกไปเที่ยวกับเพื่อน หลังจากเดินสำรวจบ้านและคุยถึงโปรแกรมเที่ยวต่อ เราต่างก็เหนื่อยจากการเดินทาง จึงขึ้นไปพักบนห้องนอนชั้นสอง

ก่อนขึ้นไป เราปิดประตูและหน้าต่างทุกบานอย่างเรียบร้อย เพราะมีเพียงเราสองคน

เมื่อเปิดประตูห้องนอน ฉันรู้สึกแปลก ๆ อย่างบอกไม่ถูก ห้องเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว มีเพียงเตียงหลังใหญ่วางอยู่กลางห้องโดยไม่ชิดผนังเลย รอบเตียงเป็นพื้นที่โล่งกว้างจนดูวังเวง ด้านซ้ายมีประตูออกไปยังระเบียง

ด้วยความง่วง เราทั้งคู่จึงล้มตัวลงนอนและหลับไปอย่างรวดเร็ว

...

ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน จู่ ๆ เราก็สะดุ้งตื่นพร้อมกันด้วยเสียงประตูเปิด–ปิดดังสนั่น

ปัง!

ปัง!

ปัง!

เสียงดังต่อเนื่องจนเราคิดทันทีว่ามีคนบุกเข้าบ้าน

"ใคร! ใคร! ใคร!"

เราสองคนตะโกนพร้อมกัน น้ำคว้าไม้กวาดไว้เป็นอาวุธ ส่วนฉันรีบออกไปที่ระเบียง ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินอยู่ด้านล่างใกล้บ้าน

ฉันตะโกนเรียกสุดเสียง

"พี่คะ!"

แต่เธอไม่หันกลับมาเลย เดินหายไปอีกด้านของบ้านอย่างเงียบ ๆ

เราค่อย ๆ เปิดประตูลงไปชั้นล่างด้วยหัวใจที่เต้นแรง

แต่...

ไม่มีใครอยู่เลย

ประตูทุกบานยังปิดเหมือนเดิมทุกอย่าง

หลังจากนั้นน้องชายน้ำกลับมา เรารีบเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง เพื่อนเจ้าของบ้านจึงพาพวกเราไปยังห้องห้องหนึ่งที่ถูกล็อกไว้ และมีตู้เสื้อผ้าบังประตูจนมองไม่เห็น

เมื่อเขาไขกุญแจเปิดประตู...

เอี๊ยดดดด...

เสียงประตูดังแหลมก้องไปทั้งบ้าน

ฉันกับน้ำร้องพร้อมกันทันที

"เสียงนี้แหละ!"

เสียงเดียวกับที่ปลุกเราตอนกลางวันไม่มีผิด

ตอนนั้นฉันอยากย้ายไปนอนโรงแรมเดี๋ยวนั้น แต่ทุกคนบอกว่าเช้าค่อยย้าย

ช่วงเย็นก่อนออกไปเที่ยว เรากับน้ำยังเพลียจึงนอนพักที่ชั้นล่างแทน เพราะไม่กล้าขึ้นไปชั้นสองอีก

ไม่นานฝนก็ตกหนัก ฟ้าผ่าดังสนั่น

เปรี้ยง!!

ไฟทั้งบ้านดับทันที

ความมืดเข้าปกคลุมทุกอย่าง

โดยไม่ต้องพูดอะไรกัน ฉันกับน้ำคว้ามือกันแล้ววิ่งออกจากบ้านสุดชีวิต ฝ่าสายฝนและความมืด ผ่านทุ่งหญ้า บ่อน้ำ และทางเดินที่แทบมองไม่เห็น เพื่อไปยังบ้านหลังใหญ่ของเจ้าของบ้าน

เมื่อไปถึง แม่ของเจ้าของบ้านรีบเอาผ้าเช็ดตัวมาให้ พร้อมโทรแจ้งการไฟฟ้า

ไม่นานเจ้าหน้าที่ก็มาถึงและแจ้งว่า หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด ต้องรอซ่อมในวันรุ่งขึ้น

เมื่อรู้ว่าคืนนั้นเราต้องกลับไปนอนบ้านที่ไม่มีไฟ...

ความกลัวก็ยิ่งทวีคูณ

คืนนั้นเราจึงตัดสินใจออกไปเที่ยวและตั้งใจดื่มให้เมา เพื่อหวังว่าจะหลับสนิทและไม่ต้องคิดอะไร

น้ำดื่มแบล็กเลเบลไปเกือบสองขวด ส่วนฉันดื่มได้เพียงเล็กน้อย เพราะไม่ใช่คนคอแข็ง

ประมาณตีสาม เรากลับมาที่บ้าน

คืนนี้น้องชายน้ำขึ้นมานอนด้วย โดยเขานอนบนพื้น ส่วนฉันกับน้ำนอนบนเตียง

ฉันง่วงมาก แต่กลับหลับ ๆ ตื่น ๆ

ส่วนน้ำหลับสนิทจนปลุกยังไม่ตื่น

ระหว่างที่กำลังเคลิ้ม...

ฉันได้ยินเสียงดนตรีไทยแผ่วเบา ดังต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ

ฉันลืมตาขึ้น

แล้วภาพที่เห็น ทำให้ชีวิตนี้ไม่มีวันลืม

มีผู้หญิงสวมชุดไทย กำลังร่ายรำวนรอบเตียง

ฉันช็อกจนตัวแข็ง ขยับไม่ได้ หัวใจเต้นแรง หายใจแทบไม่ออก

นางรำยังคงรำวนรอบเตียงช้า ๆ

ก่อนจะค่อย ๆ ก้มหน้าลงมาที่ข้างหูฉัน

แล้วกระซิบเสียงแผ่วเบา...

"ห้า... ห้า... ห้า... ห้า... ห้า..."

ในวินาทีนั้นเอง...

น้ำลุกพรวดขึ้นนั่ง พร้อมกรีดร้องสุดเสียง

"วี้ดดดดดดดดด!!"

แล้วคว้ามือฉันแน่น ก่อนตะโกนว่า

"กอล์ฟ... วิ่งงงงง!!"

เราสองคนกระโดดลงจากเตียง วิ่งออกจากห้องชนิดที่ส้นเท้าแทบไม่แตะพื้น

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก

เราคว้ากระเป๋าได้เท่าไรก็คว้า วิ่งเท้าเปล่าไปที่รถ น้ำสตาร์ตรถแล้วขับออกไปทันที โดยไม่มีจุดหมาย

เมื่อขับไปถึงริมทะเล เราจอดรถลงไปนั่งตั้งสติ

ต่างคนต่างมองหน้ากัน

หัวใจยังเต้นแรงไม่หยุด

แล้วถามกันเพียงประโยคเดียว

"เมื่อกี้...มันคืออะไร"

คำตอบที่ทำให้เราขนลุกคือ...

เราสองคนเห็นและได้ยินเหมือนกัน

เมื่อฟ้าเริ่มสาง เราตัดสินใจขับรถกลับกรุงเทพฯ ทันที

ระหว่างทาง น้ำพูดกับฉันว่า

"เกิดมาทั้งชีวิต ฉันไม่เคยเจอผีเลย นี่เป็นครั้งแรก... แล้วฉันจะไม่มาเที่ยวกับแกอีกแล้ว เพราะแกชอบเจอผี!"

ทุกวันนี้ เวลานึกถึงเหตุการณ์คืนนั้น ฉันยังจำความรู้สึกได้ชัดเจน ทั้งเสียงดนตรีไทย เสียงหัวเราะแผ่วเบา และภาพนางรำที่ร่ายรำวนอยู่รอบเตียง

มันเป็นเหตุการณ์ที่ฉันไม่มีวันลืม... และเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับฉันและน้ำพร้อมกันทั้งสองคน.

#เล่าเรื่องสยอง #เรื่องเล่า #ติดเทรนด์ #lemon8ไดอารี่ #ผี

7/10 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมสำหรับใครที่สนใจเรื่องลี้ลับ การเที่ยวในบ้านที่มีประวัติหรือบรรยากาศแปลกๆแบบนี้จะเพิ่มความตื่นเต้นให้กับการเดินทางเป็นอย่างมาก ผมเองเคยมีประสบการณ์คล้ายๆกับเรื่องเล่าของผู้เขียน เมื่อได้ไปพักในบ้านเก่าที่เงียบสงบในย่านชนบทของภาคตะวันออก บรรยากาศที่รกร้างและเสียงที่ไม่สามารถอธิบายได้ทำให้รู้สึกหวั่นไหวทุกครั้งที่ได้ยินเสียงประตูหรือเสียงลอยมาจากห้องที่ปิดล็อกไว้ เทคนิคหนึ่งที่ผมลองทำคือการปิดหน้าต่างและประตูให้มิดชิดเหมือนผู้เขียน เพื่อป้องกันเสียงแปลกๆภายนอกและสร้างความรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ที่ผ่านมา ผมคิดว่าความรู้สึกเช่นนี้เกิดจากจิตใต้สำนึกและอากาศเย็นของบ้านที่ทำให้สมองตอบสนองต่อเสียงเล็กๆที่ปกติเรามองข้าม แต่ในมุมของแฟนพันธุ์แท้เรื่องผี เรื่องราวนี้ก็เพิ่มสีสัน และเป็นการท้าทายความเชื่อส่วนบุคคล นอกจากนี้ การได้ฟังเสียงดนตรีไทยแผ่วเบาและเห็นนางรำสวมชุดไทยร่ายรำวนรอบเตียง ยิ่งตอกย้ำความลี้ลับและความน่ากลัว เพราะนางรำในชุดประจำชาติมีความหมายทางวัฒนธรรมลึกซึ้งและอาจเชื่อมโยงกับวิญญาณที่ผูกพันกับสถานที่นั้นๆ หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบวัฒนธรรมไทยและเรื่องเล่าผี แนะนำให้ทดลองไปเยี่ยมชมบ้านหรือสถานที่เก่าที่มีประวัติศาสตร์บ้างในพื้นที่พัทยาหรือแถบจอมเทียน ประสบการณ์แบบนี้จะทำให้คุณเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับความเชื่อและวัฒนธรรมท้องถิ่น และที่สำคัญ อย่าลืมเตรียมใจให้พร้อมสำหรับความหลอนแบบนี้! สุดท้าย ประสบการณ์ที่เล่ามานี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องสยองขวัญ แต่ยังเป็นความทรงจำที่แฝงไปด้วยบทเรียนเรื่องความกลัวและการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่รู้จักอย่างมีสติ ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้อย่างดี

ค้นหา ·
วิธีป้องกันตัวเมื่อเจอผี