โปะบ้านทุกเดือน vs โปะบ้านปีละครั้ง แบบไหนประหยัดสุด

โปะบ้านทุกเดือน vs โปะบ้านปีละครั้ง

คำนวณให้ดูชัดๆ: “โปะบ้าน” ยังไงให้ประหยัดดอกเบี้ยที่สุด

.

.

เคยสงสัยไหมครับ…ทำไมผ่อนบ้านไปตั้งนาน

แต่พอเปิดดู Statement แล้ว “เงินต้น” แทบไม่ลด

เหตุผลคือช่วงแรกๆ ของสินเชื่อ (โดยเฉพาะ 5–10 ปีแรก)

.

.

เงินที่เราจ่ายในแต่ละเดือนจะถูกนำไปตัด “ดอกเบี้ย” เยอะมาก ทำให้เงินต้นเดินช้า

วันนี้ผมเลยสรุปเรื่อง “การโปะบ้าน” แบบเข้าใจง่าย และยกตัวอย่างตัวเลขให้เห็นภาพครับ

การโปะบ้าน คืออะไร

• คือการนำเงิน “จ่ายเพิ่ม” จากค่างวดปกติ

• เพื่อให้เงินก้อนนั้นถูกนำไปตัด “เงินต้น” โดยตรง

ผลลัพธ์ที่ได้ทันที

• เงินต้นลด

• ดอกเบี้ยในอนาคตลด (เพราะดอกเบี้ยคิดจากยอดเงินต้นคงเหลือ)

• ผ่อนหมดเร็วขึ้น

ตัวอย่างให้เห็นภาพ (Ex.)

สินเชื่อบ้าน 3,000,000 บาท

• ดอกเบี้ยเฉลี่ย 6% ต่อปี

• ระยะเวลา 30 ปี (360 งวด)

• ค่างวดปกติประมาณ 17,987 บาท/เดือน

A) ไม่โปะเลย

• ระยะเวลาผ่อน: 30 ปี

• ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด: 3,475,320 บาท

• ประหยัดดอกเบี้ย: –

B) โปะ “ทุกเดือน” เดือนละ 3,000 บาท

• ระยะเวลาผ่อนเหลือ: 20 ปี 11 เดือน (251 งวด)

• หนี้หมดเร็วขึ้น: 9 ปี 1 เดือน

• ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด: 2,264,159 บาท

• ประหยัดดอกเบี้ยได้: 1,211,161 บาท

C) โปะ “ปีละครั้ง” ปีละ 36,000 บาท (เท่ากับ 3,000/เดือน แต่จ่ายทีเดียว)

• ระยะเวลาผ่อนเหลือ: 21 ปี 10 เดือน (262 งวด)

• หนี้หมดเร็วขึ้น: 8 ปี 2 เดือน

• ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด: 2,423,540 บาท

• ประหยัดดอกเบี้ยได้: 1,051,780 บาท

สรุปสำคัญ

• โปะ “สม่ำเสมอทุกเดือน” มักประหยัดดอกเบี้ยได้มากกว่า “โปะเป็นก้อนปีละครั้ง” แม้ยอดเงินรวมต่อปีจะเท่ากัน

• เพราะยิ่งเงินต้นลดเร็ว ดอกเบี้ยที่คิดในเดือนถัดๆ ไปก็ยิ่งลดเร็ว

#guruliving #ผ่อนบ้าน #โปะบ้าน #ดอกเบี้ยบ้าน

1/6 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนค้นคำว่า “โปะ” หรือ “การโปะบ้าน” แล้วงงว่าต้องทำยังไงถึงจะคุ้มที่สุด จากที่ลองคุยกับเพื่อนๆ ที่กำลังผ่อนบ้านเหมือนกัน จะมีคำถามยอดฮิต 3 อย่าง: โปะตอนไหนดี, โปะยังไงให้ตัดเงินต้นจริง, และโปะเท่าไหร่ถึงเห็นผล 1) โปะบ้านให้คุ้ม ต้องเข้าใจว่า “ดอกเบี้ยคิดรายวัน/รายเดือนจากเงินต้นคงเหลือ” เหตุผลที่การโปะสม่ำเสมอทุกเดือนมักชนะการโปะปีละครั้ง (แม้ยอดรวมต่อปีเท่ากัน) เพราะเงินต้นลดเร็วกว่า ทำให้ดอกเบี้ยที่คิดในงวดถัดๆ ไปต่ำลงทันที เหมือนเรารีบทำให้ฐานคิดดอกเบี้ยมันเล็กลงตั้งแต่เนิ่นๆ 2) โปะแบบไหนให้ “ตัดเงินต้น” แน่ๆ อันนี้สำคัญมาก เพราะบางคนโอนเพิ่มแล้วกลายเป็น “จ่ายค่างวดล่วงหน้า” ผลคือไม่ได้ลดเงินต้นเท่าที่คิด ก่อนโปะให้ทำตามนี้ - โทร/แชตธนาคารถามวิธี “ชำระเงินต้นเพิ่ม (Principal Payment)” หรือ “ลดเงินต้น” โดยตรง - ถ้ามีช่องในแอป ให้เลือกเมนูที่ระบุว่า ลดเงินต้น/ชำระเงินต้นเพิ่ม ไม่ใช่จ่ายล่วงหน้า - เก็บสลิป/ประวัติรายการไว้ แล้วเช็กใน statement เดือนถัดไปว่าเงินต้นคงเหลือลดลงจริง 3) โปะวันไหนของเดือนถึงดี ทริคที่ทำได้ง่ายคือ “โปะให้ใกล้วันตัดรอบ/วันชำระค่างวด” (หรืออย่างน้อยอย่าทิ้งช่วงนาน) เพราะยิ่งเงินเข้าไปลดเงินต้นเร็ว ดอกเบี้ยที่ถูกคำนวณในช่วงถัดไปก็ยิ่งลดเร็วเช่นกัน แต่ทั้งนี้ขึ้นกับระบบของแต่ละธนาคาร บางที่รับตัดเงินต้นเฉพาะวันทำการ หรือมีรอบตัดยอดชัดเจน ลองถามให้ชัวร์ 4) ถ้ามีเงินก้อน ควรโปะก้อนเลยหรือทยอยโปะดี? ถ้าคุณ “มีเงินก้อนพร้อมวันนี้” โดยไม่กระทบเงินฉุกเฉิน การโปะทันที (หรือทยอยโปะรายเดือนตั้งแต่เดือนนี้) มักคุ้มกว่า “เก็บไว้แล้วรอปลายปีค่อยโปะ” เพราะช่วงที่เรารอ เงินต้นยังสูง ดอกเบี้ยก็ยังเดินเต็มๆ แต่ถ้าเงินก้อนนั้นต้องกันไว้ใช้จ่ายจำเป็น/ธุรกิจ/ฉุกเฉิน แนะนำตั้งเป้าโปะเป็นรายเดือนแบบไม่ตึงมือ จะยั่งยืนกว่าและทำได้จริง 5) โปะเท่าไหร่ถึงเริ่มเห็นผล จากประสบการณ์ส่วนตัว จุดที่รู้สึกเห็นผลคือทำให้ “โปะเป็นนิสัย” ก่อน เช่น เดือนละ 1,000–3,000 บาท แล้วค่อยเพิ่มเมื่อรายได้โต ต่อให้ตัวเลขไม่เยอะมาก แต่ความสม่ำเสมอช่วยลดทั้งระยะเวลาผ่อนและดอกเบี้ยได้จริง โดยเฉพาะช่วง 5–10 ปีแรกของสินเชื่อบ้านที่ดอกเบี้ยกินสัดส่วนสูง สุดท้าย ถ้าจะให้ชัวร์ที่สุด ลองขอ “ตารางเปรียบเทียบกรณีโปะ” จากธนาคาร หรือใช้เครื่องคำนวณสินเชื่อบ้าน แล้วจำลอง 2 แบบ: โปะทุกเดือน vs โปะปีละครั้ง (ยอดเท่ากัน) คุณจะเห็นตัวเลขระยะเวลาผ่อนและดอกเบี้ยรวมต่างกันแบบจับต้องได้ และตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ/ครับ

ค้นหา ·
โปะบ้านปีละครั้งประหยัดยังไง