4/17 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนอยากเริ่ม “การเงินส่วนบุคคล” แต่ติดตรงคำง่ายๆ อย่าง “หนี้สิน หมายถึงอะไร” เลยทำให้วางแผนผิดทิศได้ง่ายมาก จากที่ผมลองปรับวิธีคิดของตัวเอง สิ่งที่ช่วยที่สุดคือการแยกให้ออกว่าอะไรคือ “ทรัพย์สิน” และอะไรคือ “หนี้สิน” ตามพฤติกรรมกระแสเงินสด (cash flow) ไม่ใช่ตามความรู้สึกว่าเราชอบหรือมันดูมีราคา หนี้สิน (Liability) ในมุมที่ใช้งานได้จริง คือ “สิ่งที่ทำให้เงินไหลออกจากกระเป๋าเรา” ไม่ว่าจะเป็นค่างวด ดอกเบี้ย ค่าซ่อม ค่าบำรุง ค่าเสื่อม หรือค่าใช้จ่ายที่ตามมาเป็นประจำ พูดง่ายๆ คือถือไว้แล้ว “สร้างรายจ่ายให้กับเรา” ต่อเนื่อง ส่วนทรัพย์สิน (Asset) คือ “สิ่งที่ทำให้เงินไหลเข้ากระเป๋าเรา” เช่น รายได้ ค่าเช่า เงินปันผล ดอกผลจากการลงทุน หรืออะไรก็ตามที่ซื้อแล้วสามารถ “สร้างเงินสร้างรายได้” ได้จริง ตัวอย่างที่คนสับสนบ่อย: - บ้าน: ถ้าซื้ออยู่เองและมีค่างวด+ภาษี+ซ่อมบำรุง บ้านจะทำให้เงินไหลออก จึงมีพฤติกรรมเป็นหนี้สินในเชิงกระแสเงินสด (แม้ในทางบัญชีบ้านจะเป็นทรัพย์สินก็ตาม) แต่ถ้าปล่อยเช่าแล้วค่าเช่ามากกว่าค่างวดและค่าใช้จ่าย บ้านหลังนั้นเริ่มทำหน้าที่เป็นทรัพย์สิน - รถ: รถใช้งานส่วนตัวมักเป็นหนี้สิน เพราะมีค่าน้ำมัน ประกัน ซ่อม และมูลค่าลดลง แต่ถ้าใช้ทำงานจนสร้างรายได้ (เช่น ขนส่ง/รับงาน) และรายได้มากกว่าต้นทุน รถก็อาจเป็น “ทรัพย์สิน” ได้ - ของที่ซื้อแล้วดีใจ 5 วินาที: ของฟุ่มเฟือยหลายอย่างไม่ได้ผิด แต่ส่วนมากมันจบที่รายจ่าย ไม่ได้ต่อยอดรายได้ จึงเข้าข่ายหนี้สินในชีวิตจริง ทริคที่ผมใช้แยกแบบเร็วๆ ก่อนซื้อ: 1) ถ้าซื้อแล้ว “เดือนนี้/เดือนหน้า” เงินเข้ามากขึ้นไหม? (สร้างรายได้) 2) ถ้าซื้อแล้วมี “ค่าใช้จ่ายแฝง” อะไรตามมาอีกบ้าง? (ค่างวด/ดอกเบี้ย/ค่าบำรุง) 3) ถ้าไม่ใช้แล้วขายต่อได้ไหม และราคาตกแค่ไหน? (ค่าเสื่อม) สุดท้าย ถ้าเป้าหมายคืออยากรวย วิธีคิดที่ช่วยผมมากคือ “สร้างทรัพย์สินให้มากกว่าหนี้สิน” เริ่มจากจดรายการสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมด แล้วตีตราแบบซื่อๆ ว่าอันไหนสร้างเงิน อันไหนสร้างรายจ่าย จากนั้นค่อยๆ ลดฝั่งรายจ่าย และเพิ่มฝั่งที่สร้างรายได้ แบบนี้ภาพการเงินส่วนบุคคลจะชัดขึ้นทันที