ป่วยซึมเศร้ามา 5 ปี กับเรื่องที่อยากจะบอกต่อ

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน เชื่อว่าถ้าพูดเรื่องซึมเศร้า คนคงจะมีอคติกับคนที่เป็นโรคนี้ บางคนอาจไม่อยากอยู่ใกล้ บางคนมองว่าเป็นโรคจิต จนส่งผลไปถึงบริษัทบางที่ที่ไม่อยากรับคนที่เป็นซึมเศร้าเข้าทำงานเพราะอาจเกิดปัญหาได้

วันนี้เราเลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ตั้งแต่เริ่มเป็นซึมเศร้าตลอด 5 ปีที่ผ่านมาว่าเป็นยังไงบ้าง ทั้งชีวิตส่วนตัว การทำงาน การรักษาและรวมไปถึงเรื่องยา

✅ รู้ได้ยังไงว่าเป็นซึมเศร้า?

Ans 📣 : สำหรับเราเริ่มรู้สึกตัวว่าเป็นซึมเศร้าตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ด้วยความที่เราถูกเลี้ยงมาแบบปิด ไม่เคยใช้ชีวิตด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ แต่พอเข้าเรียน ชีวิตเราเปลี่ยนมากๆ ทั้งการแยกออกมาอยู่คนเดียวครั้งแรก รวมถึงเป็นคนที่เด็กที่สุดในรุ่น (เพราะเราสอบเทียบมา เลยทำให้ได้เข้าเรียนตั้งแต่ช่วง 16-17)

ช่วงแรกเรารู้สึก เครียด เข้ากับเพื่อนได้ยาก แล้วที่สำคัญ คือเราเหมือนกดดันตัวเองตลอดเวลา จนตัดสินใจไปพบแพทย์ แต่ก็แค่ครั้งเดียว เพราะหลังจากนั้นเราเริ่มปรับตัวได้ มีเพื่อนเยอะ ได้ทำอะไรเยอะมาก

(นี่คือ Point สำคัญเลย ถ้าเรามีอะไรทำ มีกิจกรรม เราจะไม่เครียด ไม่ซึม)

โอเคจบช่วงแรกไป ช่วงที่รู้สึกชัดเจนเลยคือช่วง เรียนจบใหม่ๆ ทำงานแรกๆ และเรียนปริญญาโท ตอนจบแรกๆ แน่นอนว่าเพื่อนๆ เราแต่ละคนก็แยกย้ายไปทำงาน กลับบ้านกัน ชีวิตเลยเริ่มกลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง เราต้องปรับตัวกับการทำงานบริษัท ที่มีคนอายุแตกต่างกัน ทำให้เริ่มเครียดอีกครั้ง

เราโชคร้ายที่เจอเพื่อนร่วมงานไม่ดีมากๆ บวกกับความเครียดที่เรียนปริญญาโทไปพร้อมๆกัน

ช่วงนั้นเราเริ่มดึงเรื่องเก่าๆ ปมในวัยเด็ก ความเหงา ความเครียดเข้ามา (นี่คือสัญญาณแรกของซึมเศร้า) ดึงทุกอย่างเข้ามาคิด จนนอนไม่ได้ ไม่อยากนอน แต่พอได้นอนแล้วไม่อยากตื่น จนตัดสินใจไปพบกับคุณหมอ ซึ่งเราถูกวินิจฉัยออกมาว่าเป็นซึมเศร้า

ซึ่งโดยปกติแล้วคนที่เครียดหนักๆ เอาความเครียดออกจากหัวไม่ได้ เริ่มรู้สึกแย่กับตัวเอง และอย่างสุดท้ายที่สำคัญเลยคือ “การนอน” ถ้าเกี่ยวข้องกับการนอนก็มีโอกาสเป็นซึมเศร้าได้ครับ

✅ ชีวิตหลังจากนั้นเป็นยังไง ?

Ans 📣 : แน่นอนว่าหลังจากถูกวินิจฉัยว่าเป็นซึมเศร้าแล้ว ก็จะมีการประเมิณความรุนแรงของการเป็น หรือระดับนั่นเองครับ แล้วก็เริ่มรักษาด้วยการกินยาที่รักษาโรค และการนอนหลับ เพราะการนอนหลับสำคัญมากๆ ถ้าพักผ่อนไม่พอ จะทำให้อาการกำเริบขึ้นได้

ระยะแรกของการได้รับยา ความเครียดเริ่ม ความเศร้าเริ่มลดลง แต่ก็เริ่มนอนนานขึ้นครับ ปกติถ้าวันหยุดเราจะตื่นสายประมาณ 9-10โมง แต่พอกินยา เริ่มไปบ่าย1-2 เข้าไปแล้ว ซึ่งเป็นช่วงปรับตัวครับ สามารถคุยกับคุณหมอได้ ช่วงแรกจะนัดถี่หน่อย เพื่อปรับยากัน

ช่วงนั้นเราตัดสินใจดรอปเรียนปริญญาโทไปพักนึง และออกจากงานเพื่อรักษา กลับไปอยู่บ้านซึ่งตรงกับช่วงโควิดพอดี

การพักผ่อนเราดีขึ้น ความเครียดเรื่องงาน เรียน หายไป ทำให้เริ่มฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

Note : ถ้านอนหลับพักผ่อนพอ บวกได้รับยา จะทำให้ความเศร้าดีขึ้นครับ

หลังจากกินยาปรับยาไปสักพัก หมอแนะนำให้ทำจิตบำบัดไปด้วย จริงๆยาคือการรักษาปลายเหตุ แต่ก็ถือว่าสำคัญให้สมองเรากลับมาสื่อประสาทได้เหมือนเดิมหรือดีขึ้น แต่เราก็ต้องจัดการกับปมหรือชุดความคิดที่เครียดไปด้วย

ซึ่งของเรามีปมเรื่อง ญาติๆ เพราะเป็นครอบครัวใหญ่ ปมความเหงา ปมเรื่องเพื่อนและคนไม่ดีที่เข้ามาพร้อมๆกัน ก็ค่อยๆเริ่มคลายไปหลังทานยาและบำบัด

ถ้าถามว่าการรักษาเป็นยังไง ถ้าสรุปแล้วก็คือ กินยาควบคู่การทำจิตบำบัดครับ รวมไปถึงการช่วยตัวเอง เช่น การเอาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้อาการกำเริบครับ

ส่วนการใช้ชีวิตก็ปกติเหมือนเดิมครับ เราสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติครับ อาจจะคิดช้าลง ทำอะไรช้าลงบ้าง ดังนั้นถ้าใคร ขับรถ นั่งมอเตอร์ไซด์ ก็อาจจะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นครับ

✅ ยาและการรักษาเป็นยังไงบ้าง ?

Ans 📣 : อย่างที่ได้บอกไปครับว่าการรักษานอกจากการทานยาแล้วควรทำจิตบำบัดควบคู่ไปด้วย

ในส่วนของยา ในช่วงแรกจะมีการปรับยาบ่อยนะครับ อาจเพิ่มโดส ลดโดส เปลี่ยนยาเยอะในช่วงแรก ในช่วงแรกๆ โดยเฉพาะ 3 เดือนแรก อาจจะต้องเตรียมตัวเรื่องอารมณ์ครับ ถ้าไม่สามารถพักงานหรือเรียนได้ ของเราบางช่วงจะหงุดหงิดขึ้น หรือ ทำอะไรช้าลงจนคนเห็นได้ชัด

เราปรับยาเยอะมาก จนปัจจุบัน 5 ปีแล้วยังปรับอยู่เลย เพราะนอกจากขั้วลบแล้ว เรายังเจอขั้วบวก หรือบางคนเรียกว่า Mania จนเราถูกวินิจฉัยว่าเป็น Bipolar type 2 จนต้องปรับวิธีการรักษาใหม่ทั้งหมด รวมๆแล้วเราน่าจะลองกินยามาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ตัวครับ ถ้าใครเป็น Mania ด้วยเหมือนเรามาแชร์ประสบการณ์กันได้นะครับ

✅ สิ่งที่อยากแนะนำ?

Ans 📣 :

-ซึมเศร้าไม่ใช่โรคบ้า เป็นแค่โรคที่สารในสมองหลั่งสารสื่อประสาทไม่ปกติ ทำให้ต้องกินยาและอาจทำจิตบำบัดไปด้วยในบางเคส ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เรื่องน่าอายในการเดินเข้าแผนกจิตเวช เพราะถ้าไปจะรู้ว่าคนเป็นเยอะมาก และดูไม่ออกเลยว่าใครเป็นบ้าง

-การปรับยา ในช่วงแรกอาจจะต้องมีการปรับยาเยอะมาก เราต้องคุยกับหมอให้เยอะและละเอียดทุกครั้งเพื่อให้ได้ยาตรงจริตกับเรามากที่สุด คุยเรื่องราคายากับหมอด้วย เพราะถ้าเอกชนยาบางตัวจะแพง บางตัวโรงพยาบาลรัฐก็เบิกไม่ได้ ซึ่งบางตัวราคาก็โคตรแพง บางตัวต้องหาซื้อเอง (เพราะซื้อกับโรงพยาบาลแพงมาก) เราไหวประมาณไหน คุยกับหมอตรงๆครับ

-บางทีอาจจะมีการเปลี่ยนหมอได้นะครับ เราอาจรู้สึกไม่ตรงจริตกับหมอบางคน หรือรักษาแล้วไม่ดีขึ้น ซึ่งเราลองเปลี่ยนหมอมา 4 คนแล้ว เป็นเรื่องปกติครับ ไม่แปลก

-ซึมเศร้ากลัวความสุข หากิจกรรมให้เราทำ อย่าหยุดนิ่ง อย่านอนจม ฝืนลุกขึ้นมาทำอะไรจะดีขึ้นครับ และที่สำคัญต้องพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีด้วยนะครับ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำจิตบำบัด จะช่วยทำให้เราสบายใจขึ้นครับ

-เป็นโรคซึมเศร้า สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ ทำงานและเรียนได้ เพราะในที่สุดเราก็เรียนจบ ป.โท ได้ และกลับทำงานประจำได้ ถ้ากินยาแล้วง่วงเกิน ซึมเกิน สามารถคุยกับหมอเพื่อปรับยาได้ตลอดครับ

-โรคซึมเศร้าอาจไม่หายขาด แต่สามารถดีขึ้นมากๆได้ อาจต้องกินยาประคองอาการไปตลอด เพราะมนุษย์เรามีสัญชาตญาณ ในการเอาตัวรอดครับ เครียดเพื่อให้เรารู้ตัวและออกมาจากตรงนั้นอยู่เสมอ

สุดท้ายอยากจะบอกว่าการเป็นซึมเศร้าไม่น่ากลัวครับ ปัจจุบันการรักษาทางการแพทย์ และยารุ่นใหม่ๆ ดีขึ้นมาก ที่สำคัญ มีที่ที่ทำให้เราสามารถพูดคุยกับคนอื่นได้ อย่างเช่น สายด่วนกรมสุขภาพจิต หรือ ใน Social Media ก็มีคนพร้อม Support เสมอครับ

ก่อนจากกันเราขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเผชิญหน้ากับโรคนี้ครับ หรือใครที่กำลังคิดว่าตัวเองอาจจะเป็น หรือมีคนข้างตัวที่คิดว่าจะเป็น รีบไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆนะครับ จะได้รีบรักษาตัวกัน

ใครมีประสบการณ์ยังไง หรืออยากรู้ข้อมูลส่วนไหนเพิ่มจากเราก็เข้ามา Comment กันได้นะครับ

#รีวิวซึมเศร้า #ผู้ป่วยซึมเศร้า #ซึมเศร้าก็แค่โรค #ซึมเศร้าหายได้ #ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

5/8 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรงที่ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามานานกว่า 5 ปี สิ่งที่อยากเพิ่มเติมคือเรื่องการดูแลตัวเองที่นอกเหนือจากการรักษาทางการแพทย์และการเข้าพบจิตแพทย์ สิ่งสำคัญที่เราได้เรียนรู้คือการรู้จักรับรู้และอนุญาตให้ตัวเองได้รู้สึกอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องปฏิเสธความรู้สึกเศร้าหรือความเหงาที่เกิดขึ้น เพราะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเยียวยาทางใจ การพูดคุยกับคนใกล้ชิดหรือคนที่เข้าใจโรคนี้ช่วยให้รู้สึกไม่โดดเดี่ยวและได้รับกำลังใจมากขึ้น นอกจากนี้ การจัดตารางกิจกรรมประจำวันที่มีความหมาย เช่น การออกกำลังกายเบาๆ การทำงานอดิเรก หรือแม้แต่การเดินเล่นในสวนก็ช่วยกระตุ้นสารเคมีสมองให้ดีขึ้นและช่วยลดความเครียด โดยเราแนะนำให้หลีกเลี่ยงการอยู่กับตัวเองนานเกินไปเพื่อไม่ให้ความคิดลบลุกลามมากขึ้น การเพิ่มการนอนหลับให้เพียงพอและมีคุณภาพก็มีผลสำคัญมาก เพราะจากประสบการณ์การรักษาด้วยยาอาจทำให้นอนมากขึ้นในช่วงแรก แต่เมื่อนอนพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้วอาการซึมเศร้าจะบรรเทาลงรวมถึงอารมณ์ที่จะมั่นคงขึ้น ข้อสำคัญอีกข้อคือการยอมรับว่าการรักษาโรคซึมเศร้านั้นอาจต้องใช้เวลาและความอดทนในการปรับยา รวมถึงอาจต้องเผชิญกับผลข้างเคียงเล็กน้อยในบางช่วง การสื่อสารกับแพทย์อย่างเปิดใจและสม่ำเสมอช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้าย การแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆ ในสังคมจะช่วยลดอคติและความเข้าใจผิดในโรคซึมเศร้าได้มากขึ้น เราอยากส่งต่อข้อความว่า "ซึมเศร้าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด" และการขอความช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มมีอาการเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ขอให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับโรคนี้เชื่อมั่นว่าทุกคนมีทางฟื้นฟูตัวเองได้จริงๆ หากใครกำลังมองหาการสนับสนุนหรืออยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์การรักษาภาวะซึมเศร้าหรือความเครียดสามารถเข้ามาคอมเมนต์พูดคุยกันได้ครับ

17 ความคิดเห็น

รูปภาพของ พอกอ.
พอกอ.

นอนน้อย อารมณ์ดิ่งมากค่ะ 🥺 รักษามา 3 ปี ยังไม่ดีขึ้นเลย เหมือนแค่ให้นอนหลับได้ไปวันๆ

ดูเพิ่มเติม(2)
รูปภาพของ oodood01
oodood01

มีงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้เขาพบว่าโรคซึมเศร้าบางส่วนมีอิทธิพลมาจากโครงสร้างของไมโครไบโอมเสียสมดุลแปลเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายคือแบคทีเลียในร่างกายผิดปกติครับโดยเฉพาะในลำไส้ของเรามีแบคทีเลียที่ไม่ดีมากเกินไป วิธีการแก้คือกินโปรไบโอติกเข้าสู่ร่างกายให้มากขึ้นเช่นโยเกิตผักดองกะปิปลาร้าถั่วเน่าและอื่นๆอีกมาก คือถ้าร่างกายมีจุลินทรีย์ดีจากอาหารเหล่านี้ เชื้อดีจะปล่อยสารที่แก้โรคซึมเศร้าได้เองโดยไม่ต้องกินยาจิตเวชเลยครับ

ดูเพิ่มเติม(4)

ดูความคิดเห็นเพิ่มเติม