สอบเทียบ GED เข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่ 16 ก่อนเพื่อนๆ

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว (ฟังดูนานจัง 😂) แต่เอาเป็นว่า GED มันยังมีอยู่นะ!

แล้ว GED คืออะไร?

GED (General Educational Development) คือ การสอบเทียบวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการไทยว่าเทียบเท่า ม.6 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวุฒิ ม.6 อย่างรวดเร็ว อายุ 16 ปีขึ้นไป (ข้อมูลจาก Google AI)

เอาง่ายๆก็คือการสอบเทียบระดับมัธยมปลาย (ม.4-ม.6 และ Grade 10 - Grade 12) สอบผ่านแล้วเท่ากับจบ ม.ปลายตั้งแต่ อายุ 16-17 แล้วสอบเข้ามหาลัยได้เลยนั่นแหละครับ

ก่อนอื่นเราขอแทนตัวเองว่าเรานะครับ (พี่ดูแก่ไป 🥹)

เรื่องนี้ขอเล่าย้อนกลับไปสมัย Grade 10 กำลังจะขึ้น Grade 11 นะครับ...ดูความที่เราเรียนสายวิทย์-คณิต แต่ดันเป็นเด็กกิจกรรมแทบไม่ได้เข้าเรียนเลย พอกำลังจะขึ้น Grade 11 ก็เรียนตามเพื่อนไม่ทันแล้ว ยิ่งแผนกวิทย์-คณิต มันยากมากๆ ไม่ต้องพูดเรื่องตามเพื่อนทันเลย สอบก็น่าจะตกไม่ผ่านแบบหลายวิชา

ตอนนั้นเครียดมากว่าจะทำยังไง หัวตัวเองก็ไม่ไปกับทางวิทย์-คณิตเลย...ตอนนั้นก็บังเอิญไปได้รู้จักการสอบเทียบ GED จากเพื่อนคนนึง ที่มันลาออกตอนช่วง Grade 10 ไปสอบและเตรียมขึ้นมหาลัย...เลยเริ่มศึกษาว่าบ้างว่า GED คืออะไร

สมัยนั้นถึงจะมี 3G แล้ว แต่ข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการสอบเทียบหรือ GED ก็มีไม่เยอะมาก แล้วเป็นการสอบหลักสูตรอเมริกา ที่เป็นภาษาอังกฤษล้วนอีก แถมตัวเองก็ตก English ประจำ

แต่ถ้าตอนนั้นไม่ทำอะไรสักอย่างก็คงไม่ผ่าน Grade 11 แน่ๆ เลยตัดสินใจเอาวะ ขอลองสักตั้งโดยใช้เวลาตัดสินใจภายในไม่กี่วัน ซึ่งทีแรกเล่าให้แม่ฟัง ตอนนั้นแม่ก็บอกว่าเครียดเพราะไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร แต่ก็ยอมตามใจเรา เชื่อมั่นในตัวเรา และยอมจ่ายเงินก้อนนึงเพื่อเตรียมตัวสอบ GED ในช่วงปี 2557 ซึ่งตอนนั้นเราอายุ 16 เอง ก้บความมั่นใจที่เป็นศูนย์

อันที่จริงถ้าได้ภาษาอังกฤษอยู่แล้ว อ่านหนังสือเองก็ได้ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้เลยไง เลยต้องลงคอร์สติว อย่างเลี่ยงไม่ได้

สำหรับ GED ในตอนนั้นจะมีสอบ 5 วิชาคือ Reading, Writing, Social, Science, Math ก็คือ 5 วิชาหลักนั่นแหละครับ (เหมือนปัจจุบัน Reading Writing จะรวมเป็นวิชาเดียวกันแล้ว)

...เราลงคอร์สเรียนเป็นภาษาอังกฤษล้วน บังคับให้ตัวเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งพอได้เรียนได้ปรับตัว เฮ้ย! มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะเค้าสอนเรื่องที่เป็นพื้นฐาน ไม่ได้ยากจนเกินไป เหมือนเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน หรือมีโอกาสที่จะได้ใช้ เช่น Math ก็จะเรื่องทั่วไปอย่างเปอร์เซ็นต์ คำนวณแบบประมาณ ส้มห้าผล ให้น้องสอง ได้กลับมาสาม กินไปครึ่งผล สรุปเหลือส้มเท่าไหร่ (ยกตัวอย่างเฉยๆนะครับ เพราะจริงๆยากกว่านี้ 😂)

ส่วนใหญ่เนื้อหาทุกวิชาที่เค้าสอน จะเป็นเรื่องที่เราพอรู้อยู่แล้ว แต่ปรับการสอนเป็นภาษาอังกฤษ จะไปยากตรงวิชา Social เพราะเป็นประวัติศาสตร์อเมริกาที่เราไม่รู้เลย ต้องท่องจำเยอะมากๆ กับวิชา Writing เพราะไม่เคยฝึกเขียน Essay และใช้ Grammar เท่าไหร่เลย

แต่ก็เรียนจบจนไปสอบได้ในที่สุดนะครับ...

ตัดมาถึงการสอบกันบ้าง...สำหรับการสมัครสอบ GED จะเป็นการสมัคร Online จองวันเวลาและชำระเงินไป ไปสอบ On-site นะครับ เป็นการทำข้อสอบผ่านคอมพิวเตอร์ และทีเด็ดเลยคือ เมื่อคุณก้าวออกจากห้องสอบ คุณจะได้รับผลสอบทันที และจะรู้ว่าเราผ่านหรือไม่ผ่าน ได้คะแนนเท่าไหร่ตอนนั้นเลย ยกเว้น Writing ที่ต้องไปตรวจ Essay คะแนนจะตามมาใน 1-2 วันครับ

ข้อสอบก็ไม่ได้ยากเท่าที่คิด คล้ายๆกับเนื้อหาที่ติวมานั่นแหละครับ แต่ไม่ได้เชื่อว่าเด็กที่โง่ วิทย์-คณิตในตอนนั้น กลับได้คะแนนสองวิชานี้มากที่สุด โดยที่ Social อีกคะแนนเดียวก็จะตกแล้ว 🥹

แต่มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะครับ เพราะบางวิชาก็มีคนตกด้วย...และหลังจากสอบผ่านทั้ง 5 วิชา โดยที่รวมต้องได้คะแนนตามที่กำหนด ทาง GED ก็จะส่ง Transcript พร้อมใบประกาศมาให้ครับ (การนับคะแนนตอนนั้นกับปัจจุบันไม่เหมือนกัน ตอนนั้นเต็ม 800 ตอนนี้น่าจะคะแนน 200 ในแต่ละวิชาครับ)

เช่นกัน ในตอนนั้น GED ไม่จำเป็นต้องเทียบวุฒิกับทางกระทรวงศึกษา สามารถเอาผลไปยื่นกับมหาลัยที่รับและสอบเข้าได้เลยครับ แต่ตอนนี้เหมือนจะต้องกลับมาขอเทียบวุฒิกับทางกระทรวงศึกษาแล้วครับ

จบไปกับ Part สอบและเตรียมตัวสอบ

ต่อไปจะมาพูดถึงข้อดีข้อเสียกันบ้างนะครับ

เริ่มที่ข้อดีกันก่อน

1.แน่นอน ว่าเราได้เข้ามหาลัยเร็ว จบเร็ว มีเวลาให้ทำอะไรอีกเยอะ

2.ตัวผลสอบ สามารถใช้ได้ค่อนข้างทั่วโลกโดยเฉพาะใน อเมริกา เช่นถ้าไปเรียนต่อ อเมริกา ก็ใช้ GED ยื่นได้เลย

3.เพิ่มโอกาสในการสอบเข้าได้นานกว่า มีเวลาเตรียมตัวเข้ามหาลัยที่อยากเข้า

4.หลักสูตรนานาชาติบางมหาลัยไม่ข้อผลสอบภาษาอังกฤษสำหรับ นักศึกษาที่สอบ GED

5.มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในการไปเรียนต่อต่างประเทศ

6.ประหยัดค่าเทอมไปได้ 2-4 เทอม // ในกรณีนี้คือมีพื้นฐานภาษาอังกฤษดี และอ่านสอบเองนะครับ ถ้าไปลงคอร์สเรียนราคาแรงอยู่ สรุปก็น่าจะพอๆกันแหละครับ

และสำหรับข้อเสีย

1.เรามองว่าเป็นเรื่องของสังคม สำหรับบางคนมองว่าเพื่อนมัธยมคือเพื่อนแท้ เพื่อนตาย ซึ่งเราอาจพลาดโอกาสนี้ไป แต่ถ้า Make friends เก่ง หรืออยากมีเพื่อนใหม่ๆ ก็บ่ต้องกลัว

2.ผลสอบไม่ได้รับทุกมหาลัย เนื่องจากมีปัญหาเรื่องวุฒิการศึกษา ซึ่งในปัจจุบันปัญหานี้น่าจะน้อยลงไปแล้ว

3.อาจตามเพื่อนในมหาลัยไม่ทันในบางอย่างที่เกี่ยวกับการศึกษา เพราะบางวิชาจะได้เรียนตอน ม.ปลาย เราซึ่ง Skip ไป 2 ปี เรื่องบางเรื่อง บางวิชาจะตามไม่ทันคนอื่นเค้า ยิ่งถ้าเรียนวิทย์-คณิต ไปต่อคณะที่เกี่ยวกับ วิทย์-คณิต อาจจะต้องใช้ความพยายามในช่วงแรกมากกว่าคนอื่นๆครับ

4.เราไม่แน่ใจว่า GED สามารถยื่น TCAS ได้มั้ย เพราะตอนนั้นเรายื่น Admission ไม่ได้ ต้องสอบตรงแต่ละคณะที่เปิด หรือเพื่อนเราบางคนก็ไปเรียน ม.เอกชน

5.คล้ายๆกับข้อดี แต่ก็มีข้อเสียเช่นเดียวกัน ด้วยความที่เราไม่ได้ภาษาอังกฤษเลย และไม่ค่อยมีพื้นฐาน ดังนั้นเลยต้องไปลงคอร์สเรียน ซึ่งราคาสูงอยู่ครับ

จริงๆข้อเสียมันก็สามารถปรับแก้หรือปรับทึ่ตัวเราเองได้ครับ เพราะถ้าเราวางแผนดีๆ มันแทบจะไม่มีข้อเสียเลยครับ เราเลยอยากจะบอกว่าถ้ามีความตั้งใจ อยากสอบเร็ว จบเร็ว ก็ลุยเลยครับ

------------

สรุปแล้ว เราก็ได้เข้ามหาลัยในช่วงเกือบๆ 17 และจบประมาณ 20 ไวกว่าเพื่อนๆ ประมาณ 1-2 ปี และเด็กที่สุดในรุ่นด้วยครับ...จบไวมีเวลาทดลองทำอะไรอีกเยอะ และเรียนจบปริญญาโทได้ไวอีกด้วย

GED ให้อะไรมากมายมากกว่าที่เราคิด

ดังนั้นใครที่กำลังลังเล หรือ กำลังตัดสินใจ ขอให้มั่นใจในตัวเองไว้นะครับ เราเป็นกำลังใจให้

หรือถ้ามีคำถามตรงไหน ก็สอบถามเข้ามาได้เลยนะครับ

#สอบged #สอบเทียบged #ged #ติวged #สอบเทียบ

4/22 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการสอบเทียบ GED ถือเป็นทางเลือกที่ดีมากสำหรับคนที่อยากจบการศึกษาระดับมัธยมปลายเร็ว และก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัยก่อนเพื่อน รุ่นเดียวกัน ซึ่งนี่คือเส้นทางที่แตกต่างจากระบบการศึกษาปกติในไทยมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณมีข้อจำกัดในเรื่องเวลา หรือวิชาที่เรียนไม่ถนัดตามสายการศึกษาที่เลือกไว้ อย่างส่วนตัว ผมได้ลองสัมผัสกับระบบ GED ที่เป็นหลักสูตรจากสหรัฐอเมริกา จุดเด่นคือข้อสอบส่วนใหญ่จะวัดความรู้พื้นฐานในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์จะเน้นการคิดเชิงเหตุผล เช่น การคำนวณเปอร์เซ็นต์ หรือปัญหาเชิงคำนวณง่าย ๆ ที่เราสามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงการทดสอบภาษาอังกฤษที่ต้องเข้าใจและเขียนโครงสร้างประโยคและเรียงความ (Essay) ซึ่งตอนแรกผมก็กังวลมากเพราะไม่ได้ถนัดภาษาอังกฤษเลย การเตรียมตัวสำหรับสอบ GED นั้น หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผมแนะนำคือการฝึกฝนภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง เช่น ลงคอร์สติว หรือฝึกอ่าน ฟัง พูด และเขียนภาษาอังกฤษ รวมถึงเข้าใจเนื้อหาในวิชาสังคมศาสตร์ที่เน้นประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของประเทศอเมริกา ซึ่งตรงนี้ค่อนข้างใหม่และไม่เคยเรียนในโรงเรียนไทย ทำให้ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจและจดจำเยอะ สำหรับการสมัครสอบ สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ และมีการสอบที่ศูนย์สอบโดยใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งวิธีนี้ทำให้ทราบผลสอบทันทีหลังสอบเสร็จ ซึ่งช่วยให้เตรียมตัววางแผนต่อยอดการศึกษาต่อไปได้รวดเร็ว ข้อดีของการสอบ GED นอกจากจะทำให้เข้ามหาวิทยาลัยได้เร็วแล้ว ยังทำให้มีความยืดหยุ่นในการเลือกมหาวิทยาลัยและมีเวลามากขึ้นในการหาประสบการณ์หรือศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น อีกทั้งใบรับรอง GED ยังได้รับการยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก หากวางแผนไปเรียนต่อต่างประเทศก็ช่วยได้มาก อย่างไรก็ตาม การเลือกทางนี้ก็มีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น การรับรู้ของสังคมหรือเพื่อนร่วมรุ่นอาจแตกต่าง และบางมหาวิทยาลัยอาจยังไม่รับรองวุฒิ GED ซึ่งต้องตรวจสอบให้แน่ใจล่วงหน้า และยังต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ตามเพื่อนในมหาวิทยาลัยทันทางการศึกษาทั่วไป สุดท้ายนี้ อยากจะบอกว่าถ้าคุณเป็นคนที่รู้ตัวว่ามีข้อจำกัดในการเรียนแบบระบบปกติ GED คือทางเลือกที่น่าสนใจมาก อย่าลังเลและมั่นใจในตัวเองแล้วก้าวเดินไปค่ะ เพราะประสบการณ์ส่วนตัวแสดงให้เห็นว่า GED สามารถเปิดโอกาสพาเราไปสู่เส้นทางการศึกษาที่ต้องการได้เร็วและมีประสิทธิภาพจริงๆ

2 ความคิดเห็น

รูปภาพของ Gusssnk
Gusssnkผู้สร้าง

ถึงจะผ่านไปนานแล้ว แต่คิดว่าการเตรียมตัว การเริ่มต้น เนื้อหา หรืออะไรต่างๆ น่าจะไม่ได้แตกต่างกันมาก ถ้าใครอยากสอบถามเพิ่มเติม สามารถถามได้เลยนะครับ

รูปภาพของ Gusssnk
Gusssnkผู้สร้าง

และนี่คือ Transcript ตอนนั้นนะครับ...จะส่งมาพร้อม Diploma เมื่อสอบผ่าน...คะแนนก็อย่างที่เห็น ไม่ได้สูงแต่ก็ผ่านนะ 😂 สมัยนั้นเต็ม 800 จะต้องได้คะแนน 410 Social 420 อีกข้อคือจบเลย 😂😂😂 ตอนนั้นต้องได้ 2,250 จากคะแนนรวม 4,000 ด้วยถึงผ่าน จากเด็กที่ไม่ได้ภาษาอังกฤษสอบผ่านทุกวิชาครั้งแรกเลย

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

หญิงสาวสวมชุดครุยรับปริญญา ถือช่อดอกไม้สีขาว ถูกจัดเฟรมด้วยอินเทอร์เฟซกล้องมือถือ พร้อมข้อความ '20 แล้วไง ใส่ครุยแล้วนะ' บนพื้นหลังอาคารมหาวิทยาลัย
บัณฑิตสาวสวมชุดครุย ถือช่อดอกไม้และถุงของขวัญหลายใบ กำลังโพสท่าถ่ายรูปกลางแจ้งในบริเวณมหาวิทยาลัย โดยมีมือถืออีกเครื่องกำลังถ่ายภาพเธอ
บัณฑิตสาวสวมชุดครุย ถือช่อดอกไม้และถุงของขวัญหลายใบ ยืนอยู่หน้าอาคารมหาวิทยาลัยที่มีป้าย 'BU GRADUATES' แสดงถึงการสำเร็จการศึกษา
20 ขวบกับปริญญาใบแรก
🫧เราเข้ามหาลัยตั้งแต่อายุ 16 ปี ตามหลักสูตรเรียนจบแค่ม.4 #สอบเทียบged (เราใช้เวลาสอบระยะเวลาแค่4-5เดือน) ก็ผ่านหมดแล้ว ไม่ยากอย่างที่คิด เรียนหนักมาก🥹 ท้อจมร้องไห้ไม่รู้กี่รอบผ่านมาหมดแล้ว สังคมมหาลัยเพื่อนเราเป็นรุ่นพี่หมด ตอนแรกกลัวมีปัญหาเรื่องอายุมากด้วยเข้ามหาลัยตอนอายุยังน้อย แต่พอปรับตัวได
_newws🍒

_newws🍒

ถูกใจ 3 ครั้ง

ใครกำลังคิดจะสอบ ged ต้องอ่าน ! 🎓📝
อย่าพึ่ง #สอบเทียบged ถ้ายัง… น้องๆมัธยมคงกำลังเรียนหรือเลือกชีวิตที่ดีที่สุดให้ตัวเอง บางคนก็เบื่อระบบการศึกษา อยากเรียนมหาลัย อยากทำงานหาเงินเร็วๆ ลาออกไปสอบ GED ดีไหม?🤯 ถ้าน้องๆ ยังเป็นแบบ 4 ยัง นี้อยู่… อย่าพึ่งสอบ ‼️ 1. ยังไม่มีเป้าหมายชีวิต 2. ยังไม่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง 3. ยังอยา
@pepimama

@pepimama

ถูกใจ 91 ครั้ง

ใครจะสอบ GED ต้องดูเลยย! #นนนี่จุดคอม #สอบเทียบged #ged #สอบged #ติวged
Nonny.com

Nonny.com

ถูกใจ 12 ครั้ง

ดูเพิ่มเติม