ทำไมอินฟลูชอบทำคอนเทนต์ดราม่า? เราลองมาดูเบื้องหลังนี้
ช่วงนี้กระแสด้านลบอินฟลูที่ชอบทำคอนเทนต์ดราม่ามาติดๆ กัน หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงแค่การสร้างกระแส แต่แท้จริงแล้วในกระแสที่ทำคอนเทนต์เหล่านี้ถูกคิดมาแล้วอย่างดีและเต็มไปด้วยผลประโยชน์ที่เข้ามามากมายโดยไม่สนเรื่องดราม่าในสังคม
——- ผลประโยชน์มหาศาลที่ได้มาโดยไม่ต้องโปรโมท———-
• เอนเกจช่องที่เพิ่มมากข ึ้นโดยไม่ต้องโปรโมท จากคนโนเนมสามารถกลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืน เพียงแค่ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ทุกคนได้เห็นตัวตนในโซเชี่ยล
• คนตาม คนฟอล คนไลค์แชร์ เยอะยิ่งทำให้ปัง!! แม้จะมีคนแชร์คลิปไปด่า แต่เจ้าตัวไม่ได้สนใจตรงนั้นเพราะเค้ามองว่ายิ่งมีคนแชร์=เพิ่มการมองเห็น เอไอยิ่งดันขึ้น สื่อต่างมาจับจ้อง โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก
• สปอนเซอร์เข้า ขายของออนไลน์ได้ง่าย เพราะมีคนติดตามเยอะ สิ่งเหล่านี้คือผลพวงสำคัญที่ตามมาหลังจากเกิดกระแสดราม่า อย่างที่บอกคนเหล่าไม่สนใจเสียงสังคม เพราะมองแค่ผลประโยชน์ที่เค้าได้รับเพียงอย่างเดียว
⭐️ สิ่งที่ควรทำเมื่อเจออินฟลูทำคอนเทนต์ไม่สร้างสรรค์⭐️
• ไม่แชร์หรือส่งต่อและคอมเม้นหรือไลค์ แต่ให้รายงานคลิปกับแพลตฟอร์ม
• ไม่สนับสนุนสินค้า สปอนเซอร์ ของอินฟลูเหล่านี้
• ยาแรงของอินฟลูที่เหล่านี้กลัวคือ ”การปิดช่อง“
คอนเทนต์ดราม่าเหล่านี้ไม่ใช่พึ่งมามี แต่ยังมีคอนเทนต์อีกหลายประเภทที่แฝงด้วยผลประโยชน์ เช่น คอนเทนต์สายบุญที่คอยช่วยเหลือคนแต่มีกล้องมีทีมงานทำทุกอย่างให้เป็นสคริปต์ คอนเทนต์เรื่องฉาวดาราหรือเรื่องใต้เตียงเพื่อเรียกกระแสดาราที่ชื่อเริ่มหายให้กลับมามีตัวตนอีกครั้ง และอีกสารพัด
#อินฟลูเอนเซอร์ #อินฟลูมือใหม่ #ติดเทรนด์ #อินฟลู #เป็นอินฟลู
ถ้าคุณเคยสงสัยว่า “ทำไมอินฟลูไทยชอบทำคอนเทนต์ดราม่า” โดยเฉพาะดราม่าที่เป็นกระแสแรงๆ ตามท่องเที่ยว เช่น เคสคนไทยไปทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่างประเทศ (บางช่วงก็วนมาที่โลเคชันดังอย่างหน้า Lawson วิวฟูจิ) สิ่งที่เห็นบนไทม์ไลน์อาจไม่ใช่ความ “เผลอ” อย่างเดียว แต่เป็นสูตรคอนเทนต์ที่คำนวณมาเพื่อให้ระบบดัน จากที่สังเกตเวลาเกิดดราม่า 1 เรื่อง มักมีแพตเทิร์นคล้ายกันคือ 1) เปิดคลิป/โพสต์ด้วยประโยคชวนเถียง 2) ทำให้คนรู้สึกว่าเป็นเรื่อง “Sensitive” หรือแตะศีลธรรม 3) ปิดท้ายด้วยคำถามแนว “เอาผิดได้ไหม?” เพื่อปั่นให้คนคอมเมนต์ยาวๆ พอคอมเมนต์เยอะ อัลกอริทึมก็มองว่าเป็นคอนเทนต์ที่คนสนใจ แล้วดันต่อให้คนเห็นเพิ่ม แม้คอมเมนต์จะเป็นการด่าก็ตาม อีกเหตุผลที่ทำให้คอนเทนต์ดราม่าคุ้มคือ “ต้นทุนต่ำแต่ผลตอบแทนสูง” ไม่ต้องถ่ายโปรดักชันใหญ่ ไม่ต้องลงทุนซื้อแอด แต่ได้ทั้งการมองเห็น ยอดฟอล และโอกาสต่อยอดไปขายของ/ไลฟ์/รับงาน บางคนถึงขั้นวางบทว่าโดนดราม่าแล้วค่อยออกมาขอโทษ เพื่อยืดอายุข่าวให้ยาวขึ้น (ดราม่ารอบแรก-ชี้แจง-ดราม่ารอบสอง) ถ้าพูดถึงคีย์เวิร์ดที่คนค้นอย่าง “อินฟลูเชียงใหม่” ส่วนหนึ่งเพราะเมืองท่องเที่ยวมีสถานที่ฮิตและคนไปถ่ายคอนเทนต์เยอะ โอกาสเกิดเรื่องให้ถกเถียงก็สูงขึ้นตามไปด้วย เวลาเกิดดราม่าทีเดียว คนก็จะไล่หาว่าเป็นใคร มาจากไหน ทำอะไร เป็นอินฟลูสายไหน ทำให้ชื่อพื้นที่/จังหวัดติดไปกับเรื่องนั้นๆ โดยอัตโนมัติ วิธีรับมือที่ฉันใช้แล้วได้ผล (และช่วยไม่ให้ดราม่าถูกปั๊มต่อ) คือ 1) ไม่แชร์ ไม่ quote ไม่แคปไปลงต่อ แม้จะแชร์เพื่อด่า เพราะทุกการส่งต่อคือการเพิ่มรีช 2) ถ้าจำเป็นต้องเตือนคนใกล้ตัว ใช้วิธี “สรุปเป็นข้อความ” แทนการส่งลิงก์คลิป 3) รายงานคอนเทนต์กับแพลตฟอร์มเมื่อเข้าข่ายละเมิด/คุกคาม/ทำให้เข้าใจผิด 4) ไม่สนับสนุนแบรนด์หรือร้านที่ใช้ดราม่าเป็นเครื่องมือ ถ้าเห็นสปอนเซอร์ คอมเมนต์แบบสุภาพให้แบรนด์รับรู้ได้ 5) ติดตามอินฟลูที่ทำคอนเทนต์สร้างสรรค์แทน เพราะสุดท้ายสิ่งที่ระบบดันคือสิ่งที่คนให้เวลา สรุปคือดราม่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสมอไป แต่เป็น “โมเดลธุรกิจ” แบบหนึ่งของวงการอินฟลูไทย ถ้าเราอยากให้ฟีดสะอาดขึ้น การหยุดส่งต่อและไม่เติมเอนเกจให้คอนเทนต์ที่ไม่สร้างสรรค์ คือวิธีที่เจ็บสุดสำหรับคนที่หวังผลจากกระแส
































