ไยรอช้า

วันหมุนเวียนเปลี่ยนแปรแก่แล้วนะ

เมื่อไรจะจังจริงสิ่งมั่นหมาย

เมื่อไรจะตรองซึ้งถึงอันตราย

เมื่อไรจะขวนขวายหากายธรรม

แม้รอช้าเพียงวันก็พลันสาย

แม้รอช้าความตายมิผ่อนผัน

ไยรอช้าไม่เร่งรัดเฝ้าผลัดวัน

ไยรอช้าวงเวียนนั้นมันยาวไกล

1/28 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเมื่อได้อ่านบทกวี "ไยรอช้า" ทำให้ผมนึกถึงการใช้ชีวิตที่หลายคนมักผัดวันประกันพรุ่ง บางครั้งเรารอคอยเวลาที่เหมาะสมหรือโอกาสที่สมบูรณ์แบบในการลงมือทำสิ่งที่เราตั้งใจ แต่ความจริงก็คือเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง วันเวลาหมุนเปลี่ยนไปโดยไม่มีการแจ้งเตือน ความแก่เฒ่าก็เข้ามาใกล้ตัวอย่างเงียบๆ ผมเคยประสบกับช่วงเวลาที่ผมตั้งใจจะเริ่มทำสิ่งหนึ่ง แต่ก็มัวแต่รอหรือประวิงเวลา จนสุดท้ายโอกาสนั้นหายไป ความรู้สึกเสียใจตามมาที่ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้เลย คำว่า "ไยรอช้า" จึงเป็นการเรียกร้องให้เราพิจารณาถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ในการรอคอยไม่ลงมือทำ บางครั้งการลงมือทันทีแม้จะไม่สมบูรณ์แบบ ยังดีกว่าการรอจังหวะที่ไม่มีวันมาถึง การหากายธรรมในที่นี้สามารถตีความได้ว่าเป็นการแสวงหาความสงบใจ หรือเป้าหมายที่สูงกว่าในชีวิต เช่น การพัฒนาตนเอง หรือการทำความดี ซึ่งควรเริ่มโดยไม่รีรอ อีกประเด็นที่น่าคิดคือเรื่องความตายที่ไม่ผ่อนผันกับใคร นี่คือสิ่งที่ทำให้เวลาทุกวันมีค่า การรู้ว่าชีวิตเรามีจำกัดย่อมเป็นแรงกระตุ้นให้เราทำสิ่งที่สำคัญทันที ไม่ปล่อยให้ความหวังหรือการตั้งใจแค่ลอยไปในอากาศ ในยุคที่เราถูกล้อมรอบไปด้วยความวุ่นวายและสิ่งเร้าต่างๆ ผมคิดว่าการตระหนักรู้และลงมือทำตามสิ่งที่ตั้งใจทันที เป็นหนทางที่จะช่วยให้ชีวิตเรามีความหมาย และไม่สูญเปล่า ความสั้นและเปลี่ยนแปลงของเวลาและตัวเราเป็นสิ่งที่ควรเคารพและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น "ไยรอช้า" จึงไม่ใช่แค่คำถามที่ซ่อนอยู่ในบทกวี แต่เป็นเสียงเตือนที่ทรงพลังให้ทุกคนเริ่มทำสิ่งที่ใจต้องการอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ ไม่ตัดสินใจช้า หรือปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปโดยไร้ประโยชน์