แชร์ขั้นตอนซื้อประกันเดินทางหลักร้อย แต่ช่วยเซฟได้หลักหมื่น💰

ช่วงนี้⛽️ น้ำมันแพง

✈️ หลายสายการบินมีเลื่อน/ยกเลิกไฟลท์บ่อยๆ เลื่อนฟีดใน Social Media เจอทุ๊กวันน เริ่มหลอนละ 555

ใครจะไปต่างประเทศ เซฟโพสต์นี้ไว้เลย!!

โดยเฉพาะ ใครที่วางแผนเดินทางในช่วงเดือน สองเดือนนี้ แนะนำว่า

“ซื้อประกันเดินทางเถอะ”

เผื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างทริป

• ไฟลท์ยกเลิก

• ไฟลท์ดีเลย์

• กระเป๋าหาย / มาช้า

• เจ็บป่วยระหว่างทริป

อย่างน้อยก็ช่วยครอบคลุมค่าเสียหายบางส่วนได้ ประกันส่วนใหญ่รูปแบบการคุ้มครองแตกต่างกัน ก็ลองเลือกๆ กันดูน๊า

วิธีซื้อง่ายมาก (ผ่านแอป Klook)

1. รับใบเสนอราคา

- ระบุเดินทางออกจาก: ไทย

- กำหนดวันเดินทาง *ระยะเวลาจะส่งผลต่อราคานะ*

2. ข้อมูลการเดินทาง

- แผนการเดินทาง: ต่างประเทศ

- จุดหมายปลายทาง: ระบุตามจริง

3. เลือกแผน:

🥉Lite ราคาเบาสุด แต่การคุ้มครองก็จะน้อยหน่อย

🥈Essential ราคากลางๆ คนมาทางสายกลางก็เลือกอันนี้เลย

🥇Deluxe ราคาแรงสุด ไม่ค่อยแนะนำ 555 ยกเว้นสายยุโรป

Trick 🎯: ค่าตั๋วเท่าไหร่ก็เลือกค่าคุ้มครองยกเลิกเที่ยวบินให้ใกล้เคียงค่าตั๋วนั่นแหละ

4. กด “ซื้อเลย” แล้วระบุข้อมูลผู้เอาประกัน

- ชื่อ

- นามสกุล

- ประเภทเอกสารยืนยันตน: เอกสารเดินทาง

- เลขที่เอกสาร: ใส่เลขที่หนังสือเดินทาง (Passport No.)

- วันเดือนปีเกิด: ใส่ตามจริง

⚠️ เช็คให้ดีนะ เพราะจะเป็นรหัสในการเปิดกรมธรรม์

- เพศ: ใส่ตามจริง

- อีเมล: ใส่ตามจริง

‼️ตรวจสอบการสะกดให้ดี ประกันจะส่งกรมธรรม์ให้ทางอีเมล

- ที่อยู่: ใส่ตามจริง

- ✅ ติ๊กถูก ตรงยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไข

5. ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง

6. ชำระเงิน เลือกวิธีที่สะดวกได้เลยจ้า

หลังชำระเงินได้เอกสารเลย ใช้เวลาไม่กี่นาที (หายใจ 3 ที mail เข้าละ 5555 )

#lemon8guide #กินเที่ยวสบายกระเป๋า #สงกรานต์ #โตขึ้นจึงรู้ว่า #ทริคท่องเที่ยว

3/30 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนถามว่า “ประกันภัยเดินทางราคาเท่าไหร่ถึงพอดี?” เราว่ามันไม่ได้มีตัวเลขตายตัว แต่มีวิธีคิดง่ายๆ ให้เลือกแผนได้คุ้มขึ้น (โดยเฉพาะคนที่กังวลไฟลท์ดีเลย์/ยกเลิกช่วงน้ำมันแพงๆ และตารางบินเปลี่ยนบ่อย) 1) ราคาเริ่มหลักร้อยมาจากอะไรบ้าง - ระยะเวลาเดินทาง: ไป 3–5 วัน ราคามักจะเบากว่าไป 10–14 วันแบบเห็นได้ชัด (ในแอปจะปรับตามวันที่เลือกเลย) - โซนประเทศปลายทาง: เอเชียมักถูกกว่าโซนที่ไกล/ค่ารักษาสูง เช่น ยุโรป/อเมริกา - ระดับแผน (Lite/Essential/Deluxe): ยิ่งคุ้มครองเยอะ วงเงินสูง ราคายิ่งเพิ่ม 2) เลือกแผนยังไงให้คุ้มกับ “ราคาประกันภัยเดินทาง” จากที่ลองเทียบเอง ถ้าเน้นคุ้มค่าที่สุดแบบไม่ต้องคิดเยอะ เรามักเอนเอียงไปทางแผนกลางๆ (แนว Essential) เพราะได้ความคุ้มครองกำลังดี ทั้งเรื่องเจ็บป่วยและเหตุไม่คาดฝันระหว่างทริป - Lite: เหมาะกับทริปสั้นมากๆ งบจำกัด และไม่ได้ทำกิจกรรมเสี่ยง - Essential: เหมาะกับคนส่วนใหญ่ เที่ยวปกติ เดินทางบ่อย อยากอุ่นใจเรื่องค่ารักษา/กระเป๋า/ดีเลย์ - Deluxe: เหมาะกับทริปไกล หรือคนที่อยากได้วงเงินสูงๆ โดยเฉพาะประเทศค่ารักษาแพง 3) ทริคตั้งวงเงิน “ยกเลิกเที่ยวบิน” ให้สัมพันธ์กับค่าตั๋ว อันนี้ช่วยให้ไม่จ่ายแพงเกินจำเป็น: ถ้าตั๋วเครื่องบินราคาเท่าไหร่ ให้เลือกวงเงินคุ้มครองกรณียกเลิก/เปลี่ยนแปลงเที่ยวบินให้ใกล้เคียงค่าตั๋วนั้นพอ ไม่ต้องเผื่อสูงเว่อร์ (เพราะวงเงินสูงขึ้น มักทำให้ราคาเบี้ยขึ้นตาม) 4) เช็กลิสต์ก่อนกดซื้อ (กันเคลมยาก) - ชื่อ-นามสกุลภาษาอังกฤษต้องตรงพาสปอร์ต - Passport No. และวันเกิดต้องเป๊ะ เพราะเป็นข้อมูลหลักในกรมธรรม์ - อีเมลต้องถูกจริงๆ (กรมธรรม์จะส่งเข้าทางเมลล์) - วันที่เดินทางไป-กลับเลือกให้ตรงไฟลท์ เผื่อเวลานิดหน่อยถ้ามีไฟลท์ดึก/ข้ามวัน 5) หลังซื้อแล้วควรทำอะไรต่อ - เซฟไฟล์กรมธรรม์ไว้ในมือถือ + ส่งสำเนาให้เพื่อนร่วมทริป/คนที่บ้าน - จดเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน/วิธีเคลมของบริษัทประกันไว้ล่วงหน้า เผื่อเจ็บป่วยหรือกระเป๋าหายจะได้ไม่ตื่นเต้น - เก็บหลักฐานสำคัญ: ใบเสร็จค่ารักษา ใบรับรองแพทย์ เอกสารจากสายการบินกรณีดีเลย์/ยกเลิก (อันนี้สำคัญมาก) สรุปของเรา: ถ้าอยากได้ประกันภัยเดินทางราคาไม่แรง แต่ยังคุ้มแบบใช้งานได้จริง ให้เริ่มจากเลือกช่วงวันเดินทางให้ถูก โซนปลายทางให้ตรง และเลือกแผนระดับกลางๆ จากนั้นค่อยปรับวงเงินให้พอดีกับค่าตั๋ว เท่านี้ก็อุ่นใจขึ้นเยอะแล้ว

ค้นหา ·
ประกันเดินทาง กระเป๋า