มันมีอยู่จริงน่ะ

สีสันของออฟฟิต ละม่าง

📍ประเภทที่ 1 มาช้าแต่มาน่ะ มาช้าเกือบทุกวัน แต่ตอนกลับ 17.00 น. ตรงเป๊ะ

📍ประเภทที่ 2 คุยทั้งวันคุยเก่ง ใครคุยอะไร สอดหมด ขอแค่ได้มีส่วนร่วม เผือกเก่ง เจ้าแม่ ขี้โว เสียงดังพูดทีทะลุกำแพงได้เลย 55

📍ประเภทที่ 3 กินเก่ง กินตลอดเวลากินไม่หยุด ติดอันดับการสั่ง อาหาร ผ่าน แอพ โอ้พระเจ้า เอาไปยัดไว้ส่วนไหนของร่างกาย

📍 ประเภทที่ 4 ต่อหน้าดี ลับหลัง ด่า เรียก ลูกพี่ๆ แต่พอทำงานไม่ทัน โดนตามงานโอ้โห เมิงเรียกเค้าว่า ไอ้เลยเถอะ ถ้าจะหยาบขนาดนี้ งานถามประจำ จำไม่ได้ มีคนช่วยทำให้แต่ คนฝากได้หน้าจ้า

📍ประเภทที่ 5 เมิงมาทำไปก่อน 55 เข้างาน 08.00 น แต่งหน้าถึง 9โมงครึ่ง เอ๊ะนี้แต่งแล้วหรอ 55 แต่งเสร็จ สั่งอาหาร นั่งดินไปฟังเพลงไป มันทำงานตอนไหนฟ่ะ เรางง กว่าจะกินเสร็จ ปาไป 10 โมงครึ่ง 12.00 อิรมอยู่นอนค่ะ บ่ายโมงเริ่มงานสั่งอาหาร กว่าจะกินเสร็จ ย่าย2 ครึ่ง ได้เวลา เดิน ไป ลุกๆ เดิน เหมือนคนเป็นริดสีดวง นั่งกับที่ไม่ได้เลย ต้องไปนั่งโต้ะชาวบ้านเค้า บางคนมาทำงาน บางคนมาทำไม 😆 เช้ามาแต่ละวัน โอ้โหหรรษา แต่ละมื้อแต่ละเดย์ ตลาดสดดีดี เลย บางที แทบจะ Toxic ทุกวัน เรานี้ม่าบที่อาจจะต้องพบจิตแพทย์ ก่อนคนอื่น 555 #เรื่องเล่าที่ทำงาน #เรื่องตลกคนทํางาน #บ่นชีวิตทำงาน #ติดเทรนด์ #เรื่องเล่าที่ท่างาน

2025/8/2 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมตอนแรกเรานึกว่าเป็นแค่มุกขำๆ แต่พอทำงานไปสักพักถึงเข้าใจจริงๆ ว่า “บางคนมาทำงาน บางคนมาทำไม” มันเป็นประโยคที่สรุปชีวิต office life ได้เจ็บและตรงมาก วันไหนเจอครบเซ็ตนี่เหมือนเข้า “ตลาดสด” มากกว่าเข้าออฟฟิศอีกค่ะ สิ่งที่ช่วยให้เราอยู่รอด (และไม่ toxic จนต้องหาหมอจริงๆ) คือแยกให้ออกว่าเรา “ควบคุมอะไรได้/ไม่ได้” บางคนมาสาย บางคนคุยทั้งวัน บางคนกินทั้งวัน หรือบางคนต่อหน้าดีลับหลังแรง เราไปเปลี่ยนนิสัยเขาไม่ได้ แต่เราปรับวิธีรับมือได้ 1) ตั้งขอบเขตกับคนคุยเก่ง/สายเผือก เราเคยเจอแบบเดินมาถามทุกเรื่อง ตั้งใจทำงานอยู่ก็โดนลากเข้าวงเม้าท์ วิธีที่เวิร์กคือทำตัวให้ชัดเจน เช่นใส่หูฟัง (ไม่ต้องเปิดเพลงก็ได้) หรือบอกสั้นๆ ว่า “ขอปั่นงานก่อน เดี๋ยวคุยทีหลังนะ” แล้วกลับมาที่หน้าจอทันที อย่าต่อประโยคยาว เพราะยิ่งยาวยิ่งโดนลากค่ะ 2) กันงานพังจาก “สายเนียน/ฝากได้หน้า” ถ้าเจอประเภทชอบฝากงานหรือชอบรับเครดิต เราจะเริ่มคุยงานผ่านแชต/อีเมลให้มีหลักฐาน และสรุปหลังคุยทุกครั้ง เช่น “สรุปนะ งานส่วน A คุณทำ ส่วน B เราทำ ส่งภายในวันศุกร์” ไม่ต้องดุ แต่ให้ชัด เพื่อกันความจำหายตอนโดนตามงาน 3) อยู่ร่วมกับ “นักกิน/สั่งอาหารทั้งวัน” แบบไม่หงุดหงิด จริงๆ ไม่ผิดที่เขากิน แต่ปัญหาคือเสียงคุย/เดินเข้าออกบ่อยจนเราเสียสมาธิ เราจะใช้วิธีแบ่งช่วงโฟกัสเป็นบล็อก เช่น 45 นาทีทำงาน 10 นาทีพัก และเลือกทำงานสำคัญช่วงเช้าที่ออฟฟิศยังไม่วุ่น จะช่วยให้ไม่รู้สึกว่าเขามาทำอะไรไม่ทำอะไรแล้วเราต้องแบกอยู่คนเดียว 4) จัดการอารมณ์เวลาเจอ “มาสายแต่กลับตรงเวลา” ถ้าเรื่องกระทบงาน ให้โฟกัสที่ผลลัพธ์มากกว่าความรู้สึก เช่นตกลงกันว่าใครรับผิดชอบอะไร ส่งเมื่อไหร่ ถ้าเขาทำทันและคุณภาพโอเค เราจะไม่เอามาเป็นเรื่อง แต่ถ้ากระทบเดดไลน์ ให้แจ้งหัวหน้าด้วยข้อมูล (ไม่ใช่อารมณ์) จะคุยง่ายกว่า 5) เซฟใจตัวเองในวันพีคๆ วันไหนรู้สึกว่า “บางคนมาทำงาน บางคนมาทำไม” ดังในหัวทั้งวัน ให้พักสั้นๆ เดินไปเติมน้ำ เข้าห้องน้ำ หรือหามุมเงียบ 5 นาที แล้วกลับมาทำงานต่อ มันช่วยรีเซ็ตอารมณ์ได้จริงๆ สุดท้ายเราเชื่อว่าออฟฟิศทุกที่มีคนหลายแบบ บางวันขำ บางวันปวดหัว แต่ถ้าเรามีขอบเขต มีหลักฐานงาน และมีวิธีเซฟใจตัวเอง ชีวิต office life จะเบาลงเยอะเลยค่ะ