ดราม่า ฮุบธุรกิจ มองให้ดีเรื่องนี้มีหลายบทเรียน

❇️ ดราม่าการฮุบกิจการที่หลายคนกำลังจับตามอง จริง ๆ แล้วสะท้อนบทเรียนลึกซึ้งเรื่อง จิตใต้สำนึกในการทำธุรกิจ ได้อย่างมาก วันนี้ครูเลยอยากหยิบยกมาเล่าในมุมนี้ เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนที่กำลังทำธุรกิจค่ะ

👉 ในมุมของ ดารา → เธอกังวลว่าหุ้นส่วนซึ่งดูแลระบบหลังบ้าน จะนำความรู้และความลับของแบรนด์ไปทำธุรกิจใหม่ที่กลายเป็นคู่แข่ง สุดท้ายจึงเลือกที่จะ “แอบซื้อหุ้นเพิ่ม” เพื่อถือหุ้นมากกว่าอีกฝ่ายและคุมเกมได้

👉 ในมุมของ ฝ่ายบริหาร → แต่เดิมเธอเคยมีแบรนด์ของตัวเองอยู่แล้ว ก่อนจะมาร่วมทำธุรกิจกับดาราและปิดแบรนด์เดิมไป แต่ต่อมาก็เลือกที่จะ “เปิดแบรนด์ใหม่ของตัวเอง” โดยไม่ได้บอกหุ้นส่วนเก่าอย่างตรงไปตรงมา

🟢 หากมองอย่างเป็นธรรม ทั้งสองฝ่ายต่างก็ ขับเคลื่อนด้วยความกลัว

• ฝ่ายหนึ่งกลัวถูกเอาเปรียบ → เลยแอบซื้อหุ้นเพื่อป้องกันตัวเอง

• อีกฝ่ายกลัวความไม่มั่นคงในอนาคต → เลยไปสร้างธุรกิจใหม่โดยไม่เปิดใจพูดตรง ๆ

❇️ จริง ๆ แล้วนี่สะท้อนให้เห็นถึง “รหัสในจิตใต้สำนึก” ของทั้งคู่

📌 ถ้าจิตใต้สำนึกถูกตั้งโปรแกรมด้วย Scarcity Mindset (ความขาดแคลน) → การกระทำมักออกมาในรูปแบบของการปกป้อง การแอบทำ หรือการชิงความได้เปรียบ

📌 แต่ถ้าจิตใต้สำนึกถูกเทรนด้วย Abundance Mindset (ความอุดมสมบูรณ์) → เราจะกล้าเปิดใจคุย กล้าไว้ใจ และมองเห็นว่าความสำเร็จของอีกฝ่ายก็สามารถกลายเป็นแรงผลักดันให้เราโตขึ้นได้เช่นกัน

หลายครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเก่งกว่าใคร แต่อยู่ที่ มุมมองที่มีต่อกัน

👉 ถ้ามองด้วยความขาดแคลน → ทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝั่งจะถูกตีความเป็นภัยคุกคาม

👉 แต่ถ้ามองด้วยการเพิ่มพูน → เราจะเห็นช่องทางใหม่ ๆ ที่เติบโตไปพร้อมกันได้

และสิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดคือ ความจริงใจ

เพราะถ้าจะเริ่มทำธุรกิจใหม่ การพูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับหุ้นส่วนเก่าไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของมารยาท แต่ยังเป็นการให้เกียรติ และอาจเปิดโอกาสให้เขาได้ร่วมสร้างสิ่งใหม่ไปด้วยกัน แทนที่จะรู้สึกถูกทิ้งหรือถูกหักหลัง

📌 สุดท้ายแล้ว…

ธุรกิจที่ยั่งยืนไม่ใช่ธุรกิจที่สร้างจากความกลัว

แต่คือธุรกิจที่สร้างขึ้นจาก จิตใต้สำนึกที่ตั้งมั่นอยู่บนความไว้ใจ ความโปร่งใส และพลังแห่งการเพิ่มพูน 🌱✨

📌 ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคิดเห็นยังไงลองแชร์กันได้นะคะ

2025/10/27 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เรื่องราวการฮุบกิจการหรือการแย่งชิงหุ้นส่วนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือแรงขับเคลื่อนภายในใจของคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อเรานำแนวคิดเรื่อง Scarcity Mindset และ Abundance Mindset มาประยุกต์ใช้ จะช่วยให้เราเข้าใจความคิดและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้ลึกซึ้งขึ้น Scarcity Mindset คือจิตใจที่เชื่อว่าทรัพยากรมีจำกัด เมื่อมองผ่านมุมนี้บุคคลจะกลัวการสูญเสียและพยายามปกป้องผลประโยชน์ของตนอย่างเข้มงวด ทำให้เกิดการแอบทำหรือการชิงความได้เปรียบ เช่น กรณีดาราที่เลือกแอบซื้อหุ้นเพิ่มเพื่อควบคุมเกม ซึ่งเป็นผลสะท้อนของความหวาดระแวงต่อความลับและทรัพย์สินทางธุรกิจ ขณะเดียวกัน Abundance Mindset คือจิตใจที่มองเห็นโอกาสและทรัพยากรที่มีมากพอสำหรับทุกคน บุคคลที่อยู่ในกรอบความคิดนี้จะกล้าเปิดใจพูดคุย กล้าไว้ใจหุ้นส่วน และมองความสำเร็จของผู้อื่นเป็นแรงบันดาลใจให้ตนเองเติบโต เช่น ฝ่ายบริหารที่ควรเปิดใจแจ้งหุ้นส่วนเก่าก่อนเริ่มธุรกิจใหม่ เพื่อรักษาความสัมพันธ์และส่งเสริมความโปร่งใส นอกจากนี้ ความจริงใจและการสื่อสารที่ชัดเจนระหว่างหุ้นส่วนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยป้องกันความขัดแย้งและลดความรู้สึกว่าโดนหักหลัง การพูดคุยเรื่องความคาดหวังและการจัดการกับความกลัวพื้นฐานสามารถช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อความร่วมมือและพัฒนาไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ธุรกิจที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงแค่การวางแผนตัวเลขหรือกลยุทธ์ทางการตลาด แต่เป็นการสร้างพื้นฐานความเชื่อใจ ความโปร่งใส และพลังแรงใจที่แข็งแกร่งภายในจิตใต้สำนึกของทุกฝ่าย การปลูกฝัง mindset ในทางที่ถูกต้องช่วยให้ธุรกิจสามารถผ่านวิกฤติและเติบโตไปได้อย่างมั่นคงและมีคุณค่า ดังนั้น ผู้ประกอบการและหุ้นส่วนธุรกิจควรตระหนักถึงความสำคัญของจิตใต้สำนึกและการบริหารความสัมพันธ์ภายในองค์กร นอกจากจะช่วยลดปัญหาดราม่าฮุบกิจการ ยังส่งเสริมการสร้างสรรค์ธุรกิจที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์และเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน จากประสบการณ์จริง หลายครั้งที่ปัญหาภายในธุรกิจเกิดจากความกลัวและขาดการสื่อสารอย่างเปิดเผย หากเราสามารถปรับ mindset และสร้างความไว้ใจได้ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหุ้นส่วนได้อย่างยาวนาน