QA กับ Software Tester ไม่เหมือนกัน! (และทำไมเราต้องรู้?) 💻🔍

ตอนเข้าวงการมาใหม่ๆ ใครๆ ก็เรียกเราว่า Tester บ้าง QA บ้าง จนแอบงงว่าสรุปเราทำหน้าที่อะไรกันแน่? พอทำงานมาสักพักถึงอ๋อ... อารมณ์มันต่างกันแบบนี้นี่เอง!

1. Software Tester = นักล่า Bug 🐜

📍เน้นที่: "ตัวงาน" (Product)

📍หน้าที่คือเช็กว่า "ระบบพังตรงไหน?" "ทำตามที่สั่งได้ไหม?"

📍เน้นการรัน Test Case ตามแผน เพื่อให้มั่นใจว่าของที่ส่งถึงมือลูกค้าใช้งานได้จริง

2. QA (Quality Assurance) = ผู้วางระบบคุณภาพ ✨

📍 เน้นที่: "กระบวนการ" (Process)

📍 หน้าที่คือ "ทำยังไงไม่ให้เกิด Bug?" ตั้งแต่เริ่มคุยงาน

📍 เน้นการวางแผน ป้องกันความเสี่ยง และหาจุดบกพร่องในขั้นตอนการทำงาน เพื่อให้งานออกมามีคุณภาพสม่ำเสมอ

ทำไมเราต้องแยกให้ ? เพราะถ้าเราเข้าใจความต่าง เราจะอัปเกรดตัวเองได้ถูกจุด

✅ Tester ต้องแม่นเรื่อง Test Case และการสังเกต

✅ QA ต้องเก่งเรื่องการวางแผน (Test Plan) และการสื่อสารกับทีม Dev/PO

#โตขึ้นจึงรู้ว่า การเป็น Tester ที่เก่ง ไม่ใช่แค่หา Bug ได้เยอะ แต่คือการช่วยให้ทีม "ทำงานง่ายขึ้น" และ "ส่งงานที่มีคุณภาพ" ให้ลูกค้าได้ทันเวลาต่างหาก

ใครกำลังสนใจสายนี้ หรือทำงานสายนี้อยู่ มาแชร์กันหน่อยว่าที่ออฟฟิศเรียกตำแหน่งเราว่าอะไร? 👇

#SoftwareTester #QATester #รีวิวชีวิตทำงาน #สายไอที #เด็กจบใหม่

3/20 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเมื่อพูดถึงตำแหน่ง QA และ Software Tester หลายคนอาจจะสับสนว่าทำงานแตกต่างกันอย่างไร จากประสบการณ์การทำงานในวงการไอที ผมพบว่าเข้าใจความแตกต่างนี้มีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองและสร้างผลงานที่มีคุณภาพได้ตรงจุดมากขึ้น Software Tester มักจะเป็นคนที่รับผิดชอบตรวจสอบตัวงานว่ามีจุดบกพร่องหรือไม่ โดยการรัน Test Case เพื่อตรวจสอบการทำงานของโปรแกรมว่าครบถ้วนและถูกต้องตามที่ออกแบบไว้ นักล่า Bug เหล่านี้จะต้องมีความละเอียดในการสังเกตและความรู้เชิงเทคนิคในการใช้เครื่องมือทดสอบต่าง ๆ ในขณะที่ QA หรือ Quality Assurance มีมุมมองที่กว้างกว่า เพราะต้องโฟกัสที่กระบวนการทำงานทั้งหมด ตั้งแต่การวางแผน การออกแบบขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดตั้งแต่ต้น โดยเน้นการสื่อสารระหว่างทีม เช่น ทีมพัฒนา ทีมผลิตภัณฑ์ และลูกค้า เพื่อให้ได้กระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการผลิตงานที่มีปัญหา จากประสบการณ์ ผมแนะนำว่าการทำงานในตำแหน่ง QA ต้องพัฒนาทักษะด้านการวางแผนและการจัดการ รวมถึงการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ให้เข้าใจและช่วยกันแก้ไขปัญหา ในขณะที่ Tester ต้องพัฒนาความสามารถทางเทคนิคและทักษะในการวิเคราะห์อย่างละเอียด ทำความเข้าใจบทบาทของทั้งสองตำแหน่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเอง แต่ยังช่วยให้การสื่อสารภายในทีมดีขึ้น ลดความสับสน แถมยังช่วยส่งมอบงานที่มีคุณภาพถึงมือลูกค้าได้ตรงเวลาอีกด้วย ใครที่สนใจอยากพัฒนาทักษะสายนี้ ลองสำรวจตัวเองว่าชอบทำงานด้านตรวจสอบหาข้อผิดพลาด หรือต้องการเป็นนักวางระบบกระบวนการ คุณจะได้เลือกเส้นทางที่เหมาะสมและพัฒนาตัวเองไปในทิศทางที่ใช่จริงๆ

ค้นหา ·
software tester