ทำไมต้องมี 💰 6 Jars 💰
เคยรู้สึกไหมว่า..เงินเดือนเพิ่งออก
แต่ผ่านไปไม่กี่วันก็เริ่มสงสัยแล้วว่า
เงินหายไปไหนหมด?
จริง ๆ แล้ว
ปัญหาอาจไม่ใช่ว่าเราหาเงินได้น้อย
แต่อาจเป็นเพราะเงินของเรายังไม่มีที่อยู่
วันนี้ไอซ์เลยอยากแชร์ วิธีจัดการเงินง่าย ๆ
ที่เรียกว่า
💰 6 Jars
การแบ่งเงินออกเป็น 6 กระปุก
สมมุติว่า เรามี รายได้ 30,000 บาท
แบ่งยังไงดีนะ
NEC 55% – ค่าใช้ชีวิต (16,500)
สิ่งที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
🍜 ค่าอาหาร
⛽ ค่าน้ำมัน
📱 ค่าโทรศัพท์
🏠 ค่าเช่า / ค่าบ้าน
มีก้อนนี้อยู่ ไม่เครียด พร้อมที่จะเติมในส่วนอื่นๆ
🎯 LTSS 10% – เงินเก็บเป้าหมาย (3,000)
✈️ เก็บเงินเที่ยว
🚗 เก็บซื้อรถ
🏡 เงินดาวน์บ้าน
มี map to go เงินที่เก็บไว้สำหรับ “สิ่งที่อยากได้ในชีวิต” มีไฟ มีเป้าหมาย
💰 FFA 10% – เงินอิสรภาพ (3,000)
เงินที่เอาไปลงทุน
📈 หุ้น
📊 กองทุน
💼 RMF
เงินก้อนนี้คือ
เงินที่ทำให้เราหยุดทำงานได้ในอนาคต ไว้ใช้ในยามเกษียณ
🎓 EDU 10% – พัฒนาตัวเอง (3,000)
📚 ซื้อหนังสือ
🎓 เรียนคอร์ส
🧠 เพิ่มทักษะใหม่
เพราะตัวเราคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด
🎉 PLAY 10% – ความสุข (3,000)
☕ คาเฟ่
🛍 ซื้อของที่อยากได้
🍰 ให้รางวัลตัวเอง
ใช้ได้โดย ไม่ต้องรู้สึกผิด รางวัลให้ตัวเอง
🤝 GIVE 5% – การให้ (1,500)
🙏 ทำบุญ
🎁 ช่วยครอบครัว
❤️ บริจาค
ใจฟู เติมเต็มจิตใจ ทำให้เราไม่ยึดติด
และรู้สึกว่าเงินของเรามีคุณค่า
ลองปรับให้เข้ากับสไตล์ตัวเองดู
กดติดตามไว้มีอะไรดีๆ จะเอามาแชร์อีก
ปล.ได้เรียนรู้สิ่งนี้มาจาก community #thewizehouse มีpart เรื่องการเงินช่วยขยายความเรื่อง 6jarsให้เข้ากับไลฟสไตล์ของตัวเอง
เอาไปต่อยอดธุรกิจได้ด้วย
จากประสบการณ์การใช้วิธี 6 Jars ในชีวิตประจำวันพบว่า การแบ่งเงินตามสัดส่วนที่ชัดเจนช่วยเพิ่มความสบายใจและลดความเครียดเรื่องการเงินได้มาก การจัดสรรเงินแบบนี้ทำให้รู้ว่าเงินแต่ละส่วนของเรามีบทบาทอย่างไร เช่น สัดส่วน NEC 55% ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายจำเป็นอย่างอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำมัน ทำให้เรามั่นใจว่าสิ่งที่ต้องจ่ายในชีวิตประจำวันถูกจัดการไว้แล้ว ส่วนเงิน LTSS 10% ที่เก็บเป็นเงินเป้าหมาย เช่น เงินเก็บสำหรับท่องเที่ยว หรือซื้อของใหญ่ๆ ทำให้เราไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจน เรื่องของเงินอิสรภาพ FFA 10% ที่นำไปลงทุน เช่น หุ้น กองทุน หรือ RMF นั้น เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาว อาจจะต้องใช้เวลาศึกษาและติดตามสถานการณ์ตลาดบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นการวางแผนอนาคตที่ชาญฉลาด การลงทุนในการพัฒนาตัวเอง EDU 10% ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเพิ่มทักษะเพิ่มความรู้ช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ทั้งในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว และ PLAY 10% คือเงินสำหรับความสุขส่วนตัวอย่างการไปคาเฟ่ หรือซื้อของที่ชอบ ที่สำคัญคือใช้โดยไม่รู้สึกผิดใจ เพราะเราแบ่งสรรมาให้ชัดเจนแล้ว สุดท้าย GIVE 5% ที่แบ่งไว้สำหรับให้ มีผลดีต่อจิตใจและสร้างความสุขอีกรูปแบบหนึ่ง การให้ทำบุญ หรือช่วยเหลือคนใกล้ตัว ทำให้รู้สึกเติมเต็มและมองเห็นคุณค่าของเงินอย่างแท้จริง การนำวิธี 6 Jars มาปรับใช้ในชีวิตจริง ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดทุกเปอร์เซ็นต์ แต่ให้เป็นแนวทางที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์แต่ละคน ได้ผลดีมากเมื่อเริ่มทำอย่างสม่ำเสมอ และได้มีแรงบัลดาลใจจากชุมชนออนไลน์อย่าง #thewizehouse ที่ช่วยขยายความและแลกเปลี่ยนไอเดียกัน เป็นการตั้งต้นที่ดีสำหรับใครที่อยากมีระบบการเงินที่ชัดเจนและไม่วุ่นวาย
