Automatically translated.View original post

How is SPF and PA in cosmetics and different?🤔

2025/8/12 Edited to

... Read moreหลายคนเลือกกันแดดโดยดูแต่ SPF แต่พอเจอคำว่า PA+++ หรือ PA++++ ก็เริ่มสับสนเหมือนกันว่ามันต่างกันยังไง และ PA++++ คืออะไร จริงๆ แล้ว “PA” เป็นค่าที่บอกความสามารถในการป้องกันรังสี UVA (ตัวที่ทำให้ผิวคล้ำลง ผิวแก่ ริ้วรอย และฝ้ากระกำเริบ) ส่วน “SPF” เน้นป้องกันรังสี UVB (ตัวที่ทำให้ผิวแดงไหม้ แสบ ลอก) PA มาจากการวัดค่า PPD (Persistent Pigment Darkening) แบบเข้าใจง่ายคือ “ยิ่งเครื่องหมาย + เยอะ ยิ่งกัน UVA ได้มากขึ้น” โดยทั่วไปตีความได้ประมาณนี้: - PA+ = กัน UVA ระดับเริ่มต้น - PA++ = กันได้ปานกลาง - PA+++ = กันได้สูง (ใช้ได้ดีในชีวิตประจำวัน) - PA++++ = กันได้สูงมาก (เหมาะกับแดดจัด/กิจกรรมกลางแจ้ง) แล้ว PA+++ vs PA++++ ต่างกันแค่ไหน? ความต่างจะอยู่ที่ “เพดานการกัน UVA” ที่สูงขึ้นอีกระดับ โดย PA++++ จะครอบคลุมการป้องกันมากกว่า PA+++ เหมาะกับคนที่ต้องเจอแดดแรงนานๆ หรือกังวลเรื่องผิวหมอง ฝ้า กระ และริ้วรอยเป็นพิเศษ แต่ถ้าอยู่ในออฟฟิศ เดินออกแดดสั้นๆ PA+++ ที่ทาให้พอและทาซ้ำสม่ำเสมอ บางทีก็เอาอยู่เหมือนกัน ทริคเลือกให้ไม่พลาด (อิงจากการใช้จริงแบบคนอยู่แดดเมืองไทย): 1) ถ้าออกแดดจัด/เที่ยวทะเล/เดินกลางแจ้งนานๆ เลือก SPF 50+ คู่กับ PA++++ จะอุ่นใจกว่า เพราะกันทั้ง UVB และ UVA ได้แน่นขึ้น 2) ถ้าใช้ทุกวันไปทำงาน/เรียน เลือก SPF 30-50+ และ PA+++ ขึ้นไป เน้นเนื้อสบายผิวและ “ทาซ้ำได้” จะเวิร์กกว่าเลือกค่าสูงสุดแต่เหนอะจนไม่อยากทา 3) ผิวเป็นฝ้า กระ หรือกลัวริ้วรอย แนะนำขยับไป PA++++ และพยายามทาในปริมาณพอ (หน้าประมาณ 2 ข้อนิ้ว) เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพตามที่ระบุ สุดท้าย ต่อให้ค่าสูงแค่ไหน ถ้าไม่ทาซ้ำก็เอาไม่อยู่ โดยเฉพาะวันที่เหงื่อออกหรือเจอแดดตรงๆ ลองตั้งเวลาเติมทุก 2-3 ชั่วโมง (หรืออย่างน้อยตอนพักเที่ยง) จะเห็นผลเรื่องผิวหมองและความสม่ำเสมอของสีผิวชัดขึ้นมาก