ซ่อมเสร็จแล้ว ! นาซาเตรียมย้ายจรวด SLS ไปยังแท่นปล่อยจรวดในสัปดาห์นี้ กำหนดส่งนักบินองกาศไปดวงจันทร์ต้นเดือนเมษายน
ทางนาซาได้ประกาศว่าจะย้ายตัวจรวดสำหรับภารกิจอาร์ทีมิส 2 ไปยังแท่นปล่อยจรวดในวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 2026 เพื่อเตรียมปล่อยจรวดในภารกิจพานักบินอวกาศไปดวงจันทร์ครั้งนี้ในต้นเดือนเมษายน
เหล่าผู้จัดการในภารกิจอาร์ทีมิส 2 (Artemis 2) ได้ประชุมกัน เพื่อดำเนินการในขั้นตอนการตรวจส อบความพร้อมในการบิน (FRR) ของภารกิจ ก่อนที่จะนำจรวด SLS (Space Launch System) และยานโอไรออน (Orion) กลับไปยังแท่นปล่อยเพื่อเตรียมการปล่อยจรวด ซึ่งการซ่อมจรวด SLS เพิ่งเสร็จสิ้นภายในอาคารประกอบยาน (VAB) ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี (KSC) ของนาซา ในรัฐฟลอริดา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ โดยทีมงานภาคพื้นดินจะเตรียมยานยนต์สำหรับการขนส่งจรวดไปยังแท่นปล่อยจรวด Complex-39B ของ KSC
ทางเจ้าหน้าที่ของนาซาประกาศว่ากำหนดการเคลื่อนย้ายจรวดดังกล่าวอยู่ในวันที่ 19 มีนาคม โดยทางนาซาตั้งเป้าหมายที่จะปล่อยยานให้เร็วที่สุดในวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 2026 (ตามเวลาประเทศไทย)
ในระหว่างขั้นตอนการทบทวนความพร้อมในการบิน ขณะเตรียมการสำหรับการปล่อยจรวด SLS ทางนาซาได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของนาซาได้หารือถึงสถานการณ์ความเสี่ย ง และวิธีที่จะลดความเสี่ยงเหล่านั้น
ภารกิจอาร์ทีมิส 2 เป็นภารกิจสำรวจดวงจันทร์ที่มีนักบินอวกาศครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีของนาซา โดยใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 10 วัน ตั้งแต่ปล่อยจรวดจนกระทั่งยานโอไรออนกลับถึงพื้นผิวโลก และในภารกิจครั้งนี้นักบินอวกาศ 4 คน ได้แก่
🧑🏻🚀รีด ไวส์แมน (Reid Wiseman) เป็นผู้บังคับบัญชาภารกิจ
🧑🏻🚀วิกเตอร์ โกลเวอร์ (Victor Glover) เป็นนักบิน
🧑🏻🚀คริสตินา โคค (Christina Koch) เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำภารกิจ
🧑🏻🚀เจอเรมี แฮนเซน (Jeremy Hansen) จากองค์การอวกาศแคนาดา เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำภารกิจ
เดิมนั้น ภารกิจอาร์ทีมิส 2 มีกำหนดเริ่มต้นด้วยการปล่อยจรวด SLS ในต้นเดือนมีนาคม แต่จรวด SLS ประสบปัญหาในการทดสอบการเติมเชื้อเพลิงครั้งแรกในระหว่างการซ้อมใหญ่แบบ WDR (Wet Dress Rehearsal) ครั้งแรก แต่ก็สามารถดำเนินขั้นตอนด ังกล่าวได้สำเร็จในการทดลองครั้งที่ 2 ในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากนั้นได้แสดงความผิดปกติของการไหลของฮีเลียมในท่อนบนของจรวด SLS ทำให้ต้องนำจรวดกลับไปยังอาคาร VAB เพื่อซ่อมแซมในวันที่ 25 กุมภาพันธ์
เมื่อนำจรวด SLS กลับเข้าโรงเก็บในอาคาร VAB วิศวกรของทางนาซาได้วินิจฉัยและแก้ไขปัญหาจนมั่นใจมากพอที่จะกำหนดเป้าหมายการปล่อยจรวดในเดือนเมษายน ปัญหาดังกล่าวเกิดจาก “ตัวผนึกแบบถอนตัวออกอย่างรวดเร็ว” (quick-disconnect seal) ที่ส่วนบนของจรวด SLS ซึ่ง “ตัวผนึกแบบ QD” นี้ คือ ส่วนเชื่อมต่อที่สายเคเบิลจากหอปล่อยจรวด (lauch tower) ถ่ายโอนเชื้อเพลิงเข้าสู่ตัวจรวด ซึ่งเป็นปัญหาที่คล้ายกันที่เคยเกิดขึ้นจนทำให้การซ้อมการนับถอยหลังต้องยกเลิกไป เมื่อตรวจพบการรั่วไหลของไฮโดรเจนจากตัวผนึกแบบ QD บนท่อนล่างของจรวด SLS โดยทีมทีมวิศวกรข องนาซาจากทั้งทีมระบบภาคพื้นดินและทีมจรวด SLS ได้แก้ไขเรื่องตัวผนึกแบบ QD แล้ว จนทางเจ้าหน้าที่นาซามั่นใจว่าจรวดจะพร้อมต่อการปล่อยจรวดในวันที่ 2 เมษายน
ฮีเลียมนั้นถูกใช้เพื่อช่วยรักษาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการทำงานของเครื่องยนต์ และเพื่อเพิ่มแรงดันในถังเชื้อเพลิงของจรวด SLS แต่ทีมวิศวกรกลับพบปัญหาการไหลของฮีเลียมหลังจากเสร็จสิ้นการทดสอบแบบ WDR ครั้งที่ 2 ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของการทดสอบครั้งนั้นแต่อย่างใด ต่อมา ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้ว และเจ้าหน้าที่นาซาได้ตัดสินใจว่าไม่จำเป็นต้องทดสอบการเติมเชื้อเพลิงเป็นครั้งที่ 3 หลังจากที่ย้ายจรวด SLS กลับมายังแท่นปล่อยจรวดแล้ว ภารกิจจะดำเนินต่อไปยังการปล่อยจรวดโดยตรง โดยถังเชื้อเพลิงเสื่อมสภาพลงเล็กน้อย จากการเติมเชื้อเพลิงให้กับท่ อนจรวดแต่ละครั้ง
ภารกิจอาร์ทีมิส 2 จะเป็นภารกิจครั้งที่ 2 ของโครงการอาร์ทีมิส (Artemis program) ของนาซา และเป็นภารกิจครั้งแรกที่มีนักบินอวกาศอยู่ในยานโอไรออน ซึ่งในภารกิจอาร์ทีมิส 1 เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2022 ยานโอไรออนแบบไม่มีนักบินอวกาศได้ผ่านการทดสอบระบบการบินในวงโคจรรอบดวงจันทร์ ส่วนตอนนี้ ภารกิจอาร์ทีมิส 2 จะตรวจสอบความสามารถของยานโอไรออนในการรองรับนักบินอวกาศในห้วงอวกาศลึก
ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของโครงการอาร์ทีมิสของนาซา คือ การสร้างสถานีปฏิบัติการที่ยั่งยืนทั้งบนพื้นผิวดวงจันทร์ และในห้วงอวกาศรอบ ๆ ดวงจันทร์ ทางนาซาหวังว่าการทำเช่นนั้นจะช่วยสร้างทักษะและความรู้ที่จำเป็นต่อการจัดตั้งสถานีปฏิบัติการที่มีนักบินอวกาศบนดาวอังคาร ซึ่งหวังว่าจะทำได้ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 2040s ซึ่งแต่เดิ มนั้น ภารกิจอาร์ทีมิส 2 ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นภารกิจนำร่องของภารกิจอาร์ทีมิส 3 ที่จะมีการลงจอดบนดวงจันทร์ครั้งแรกของโครงการ ในปี ค.ศ. 2028 แต่การปรับโครงสร้างภารกิจครั้งล่าสุดได้เปลี่ยนแผนของนาซาใหม่
สิ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงในภารกิจของอาร์ทีมิส 2 คือ รูปแบบการบินแบบ Free-return trajectory ที่มีแนวทางการบินเริ่มจากโลกแล้ววนเป็นรูปเลข 8 ที่มีจุดวกกลับที่เหนือพื้นผิวดวงจันทร์แล้วกลับมายังโลก
อย่างไรก็ตาม แผนงานสำหรับภารกิจครั้งหลังจากนั้นได้เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยภารกิจอาร์ทีมิส 3 จะไม่มีการลงจอดบนดวงจันทร์อีกต่อไป แต่จะเน้นไปที่การเชื่อมต่อระหว่างยานโอไรออนกับยานสตาร์ชิป (Starship) ของบริษัท SpaceX และยานบลูมูน (Blue Moon) ของบริษัท Blue Origin ยานลงจอดจากภาคเอกชนทั้ง 2 ลำนี้ได้รับสัญญาจากนาซาสำหรับใช้เป็นระบบลงจอดบนด วงจันทร์สำหรับมนุษย์ (Human Landing System) เพื่อให้บริการลงจอดบนดวงจันทร์สำหรับภารกิจอาร์ทีมิสครั้งต่อไปในอนาคต และทางนาซาก็เต็มใจที่จะใช้ยานลำใดก็ตามที่พร้อมใช้งานได้ทันเวลา
ด้วยกำหนดการที่ปรับใหม่นี้ นาซาไม่ได้เลื่อนเป้าหมายที่ปี ค.ศ. 2028 ในการส่งนักบินอวกาศไปลงสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ แต่ได้เปลี่ยนภารกิจที่มีการลงจอดบนดวงจันทร์ครั้งแรกของโครงการไปเป็นภารกิจอาร์ทีมิส 4 และตั้งเป้าที่จะบรรลุเป้าหมายเดียวกันด้วยภารกิจอาร์ทีมิส 5 ภายในเวลาไม่ถึง 1 ปีหลังจากอาร์ทีมิส 4
หากทางนาซาไม่สามารถปล่อยจรวด SLS สำหรับภารกิจอาร์ทีมิส 2 ได้ในวันที่ 2 เมษายน นาซายังมีช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการปล่อยจรวดวันอื่น ๆ ได้ถึง 6 เมษายน โดยจะมีช่วงเวลาเพิ่มเติมอีกในวันที่ 30 เมษายน และอาจขยายไปถึงเดือนพฤษภาคมได้
แปลและเรียบเรียง
พิสิฏฐ นิธิยานันท์ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.
ที่มาของข่าว
https://www.space.com/space-exploration/artemis/nasa-says-its-artemis-2-moon-rocket-is-all-fixed-up-it-could-launch-astronauts-to-the-moon-on-april-1
การส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ด้วยภารกิจ Artemis 2 ของนาซาไม่เพียงแต่แสดงถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุคนี้ แต่ยังสะท้อนถึงความท้าทายและการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของทีมวิศวกรและนักบินอวกาศที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ด้วย ผมติดตามข่าวสารเกี่ยวกับจรวด SLS และ Artemis 2 มาโดยตลอด และขอเล่าเรื่องที่มักจะไม่ได้เห็นในข่าวที่เป็นทางการบ้าง เช่น การซ่อมแซม “ตัวผนึกแบบถอนตัวออกอย่างรวดเร็ว” หรือ QD seal ที่ทำให้เกิดปัญหารั่วไหลของไฮโดรเจนที่ส่งผลต่อแผนปล่อยจรวดในครั้งแรก หลักการและการแก้ไขปัญหานั้นไม่ง่ายเลย ทีมวิศวกรต้องวิเคราะห์ไคลแมกซ์ของระบบการเติมเชื้อเพลิงอย่างละเอียดและปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การดำเนินภารกิจโดยใช้รูปแบบ Free-return trajectory ที่จะส่งยานโอไรออนบินวนรอบดวงจันทร์แล้วกลับมายังโลก เป็นแนวทางที่เน้นความปลอดภัย เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉิน นักบินก็สามารถกลับโลกได้ทันทีโดยระบบวงโคจรแบบนี้ ข้อมูลเช่นนี้ช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพว่าภารกิจนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเดินทางครั้งสำคัญแต่ยังเป็นการจัดการความเสี่ยงและจุดแข็งทางวิศวกรรม สำหรับนักบินอวกาศทั้ง 4 คนในภารกิจนี้ พวกเขาล้วนมีประสบการณ์การบินในอวกาศ และการทำงานร่วมกับองค์การอวกาศต่างประเทศอย่าง Canada ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจในส่วนของการทำงานร่วมกันข้ามชาติในอนาคต การผสมผสานความเชี่ยวชาญจากหลากหลายฝ่ายถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ภารกิจ Artemis ประสบความสำเร็จ สุดท้ายนี้ การล็อกเป้าหมายไว้ที่การสร้างสถานีปฏิบัติการบนดวงจันทร์และเตรียมความพร้อมสำหรับการสำรวจดาวอังคารในทศวรรษหน้า คือวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ของนาซา ผมเชื่อว่าเราในยุคนี้ได้เป็นพยานและส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและมนุษยชาติที่น่าภูมิใจอย่างที่สุด
