The Last Prince - ตำนานเสือสมิง และ เจ้าจ่าแสง

#InsomniaInExhibition

เมื่อการหายสาบสูญทางการเมือง ถูกจดจำผ่านตำนานของเสือสมิง “The Last Prince” โดย ศิลปิน Alan Oei

Alan Oei ศิลปินที่ทำงานบนรอยต่อของประวัติศาสตร์ การเมือง ความทรงจำ และตำนานพื้นถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาใช้ศิลปะทั้งจิตรกรรมและศิลปะเชิงพื้นที่ ในการตั้งคำถามต่อเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ และ อำนาจทางการเมือง โดยมุ่งสำรวจเรื่องเล่าที่ไม่สมบูรณ์และเสียงที่ถูกทำให้เงียบหายจากสังคมร่วมสมัย

นิทรรศการ The Last Prince ตั้งต้นจากเรื่องจริงของเจ้าจ่าแสง (Sao Kya Seng) เจ้าชายองค์สุดท้ายแห่งรัฐสีป่อของชาวไทใหญ่ ผู้ถูกจับกุมและหายสาบสูญหลังรัฐประหารในปี ค.ศ. 1962 โดยไม่เคยมีการเปิดเผยชะตากรรมอย่างเป็นทางการ การหายตัวไปครั้งนี้กลายเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ และเป็นภาพแทนของความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่รัฐกระทำต่อชนกลุ่มน้อย เรื่องราวดังกล่าวถูกซ้อนทับด้วยตำนานเสือสมิง (suea saming / weretiger) ชาวไทใหญ่เชื่อว่าเจ้าจ่าแสงไม่ได้เสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว แต่สามารถหลบหนีออกจากการจับกุม และหนีเข้าป่า ก่อนจะกลายเป็นเสือสมิง

ศิลปินถ่ายทอดเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์และตำนานผ่านงานศิลปะด้วยโทนสีหม่น แสงเงาหนักแน่น และบรรยากาศนิ่งสงบ ร่างของมนุษย์และเสือปรากฏอยู่ระหว่างโลกของความจริงกับความเชื่อ เสือใน The Last Prince จึงไม่ใช่ภาพแทนของความดุร้าย หากแต่เป็นร่างกายทางการเมือง ภาพแทนของผู้ที่ถูกทำให้หายไป แต่ไม่เคยถูกลืม

ใครสนใจงานแนวประวัติศาสตร์และการเมือง มาสำรวจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ตำนาน ความทรงจำ และการหายสาบสูญที่ยังคงหลอกหลอนภูมิภาคนี้จนถึงปัจจุบันได้ที่นิทรรศการ “The Last Prince” ได้นะครับ

📍จัดแสดงที่ Cartel Art Space (ซอยนราธิวาส 22, กรุงเทพฯ)

🗓 จัดแสดงแล้ววันนี้ - 11 มกราคม 2569

⏰️ เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร - เสาร์ ตั้งแต่เวลา 12.00 - 17.00 น. (หยุดวันอาทิตย์-จันทร์)

#InsomniaScene

#AlanOe

#เจ้าจ่าแสง

#นิทรรศการศิลปะ

1/19 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าคุณมาจากคำค้น “เหยียนซีสาวใช้ก่อไฟสู่ฮูหยินรัชทายาท” (ที่หลายคนใช้พูดถึงเส้นทางจากคนตัวเล็กในวัง ไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นผ่านไฟ/ความขัดแย้ง/การช่วงชิงอำนาจ) เราว่ามันมีธีมร่วมที่น่าสนใจมากกับนิทรรศการ The Last Prince ที่เราไปดูมา คือเรื่อง “อำนาจ” “การถูกทำให้เงียบ” และ “สิ่งที่รัฐ/สังคมเลือกจะจดจำหรือทำให้เลือนหาย” แม้บริบทจะคนละโลกกับซีรีส์จีนก็ตาม ในซีรีส์ เวลาเราเห็นตัวละครไต่สถานะจากสาวใช้ไปเป็นฮูหยิน มันมักมากับการตัดสินใจที่ต้องแลก ความคลุมเครือทางศีลธรรม และการใช้ “เรื่องเล่า” เป็นอาวุธ—ใครคุมเรื่องเล่าได้ คนนั้นคุมเกมได้ ซึ่งพอเดินเข้าแกลเลอรีนี้ เรารู้สึกว่าศิลปินกำลังถามคำถามคล้ายกัน แต่ย้ายจากวังไปสู่สนามการเมืองจริงๆ ของภูมิภาคเรา The Last Prince ตั้งต้นจากเรื่องของ “เจ้าจ่าแสง” เจ้าชายไทใหญ่แห่งรัฐสีป่อ ที่หายสาบสูญหลังรัฐประหารปี 1962 แล้วความจริงที่ไม่เคยถูกประกาศชัด กลายเป็นช่องว่างให้ “ตำนาน” ทำงาน—ตำนานเสือสมิงเข้ามาซ้อนทับ เหมือนความทรงจำของผู้คนพยายามหาคำอธิบายให้กับการหายไปที่ไร้คำตอบ พอคิดแบบนี้ จะคล้ายเวลาคนดูซีรีส์ถกกันว่าเหตุการณ์หนึ่ง “จริงๆ เกิดอะไรขึ้น” และใครกันที่เป็นคนเขียนตอนจบให้ตัวละคร บรรยากาศงานค่อนข้างนิ่งและหม่น มีภาพจิตรกรรมต้นไม้ใหญ่/ป่ามืดมีหมอกที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่หน้าความทรงจำที่พร่าเลือน ขณะเดียวกันก็มีความคมของสัญลักษณ์ เช่น ภาพเหมือนชายใส่สูทที่มือค่อยๆ กลายเป็นอุ้งเท้าเสือ—ช็อตนี้เราใช้เวลายืนดูนานมาก เพราะมันไม่ใช่ความดุร้ายแบบแฟนตาซี แต่มันคือ “ร่างการเมือง” ของคนที่ถูกทำให้หายไป แต่ยังถูกเล่าต่อด้วยความเชื่อของชุมชน อีกชิ้นที่สะดุดคือภาพเสือโคร่งกำลังตะกายลำต้นไม้ และงานประติมากรรมตอไม้ที่จัดวางกับกองใบไม้แห้ง มันทำให้เรานึกถึงการตัดตอน/การลบ (เหมือนตัดต้นไม้ให้เหลือแค่ตอ) แต่ร่องรอยยังอยู่ และยังบอกว่ามีบางอย่างเคยเติบโตที่นี่ ถ้าคุณเป็นสาย “ดูซีรีส์แล้วชอบแกะชั้นเชิงอำนาจ” ลองมาดูนิทรรศการนี้แล้วจะได้อีกมุมหนึ่งที่หนักแน่นกว่า: อำนาจไม่ได้อยู่แค่ในวัง แต่อยู่ในวิธีที่ประวัติศาสตร์ถูกบันทึก และวิธีที่คนธรรมดาพยายามรักษาเรื่องเล่าของผู้ที่ถูกทำให้เงียบ ทิปส่วนตัวก่อนแวะไป: เผื่อเวลาอย่างน้อย 45–60 นาที เดินวนดูภาพต้นไม้/ป่าในระยะใกล้ จะเห็นเลเยอร์สีเทาหม่นที่ทำให้ “ความเงียบ” ในงานมันดังขึ้น และอย่าลืมอ่านป้ายข้อมูลประกอบ จะช่วยเชื่อมตำนานเสือสมิงกับเรื่องการหายสาบสูญได้ชัดมาก พิกัด: Cartel Art Space (ซอยนราธิวาส 22, กรุงเทพฯ) เปิด อังคาร–เสาร์ 12.00–17.00 น. จัดแสดงถึง 11 มกราคม 2569