เขาเมายาแก้ไอแทบทุกวัน
แต่สอนคนอื่นเรื่องการใช้ชีวิต
ปากวาดฝัน
มือสั่น
ตาลอย
ไม่เคยมองไปไกลกว่าพรุ่งนี้เช้า
ที่ต้องตื่นมาไอ แก้ แล้ววนซ้ำเหมือนเดิม
เขาเรียกตัวเองว่า “ที่ปรึกษา”
เพราะมันฟังดูดีกว่า
คำว่า “คนที่หนีความจริง”
คำพูดเขาสวย
เพราะไม่เคยจ่ายราคา
ความฝันเขาใหญ่
เพราะไม่เคยเสี่ยงให้พังจริง
เขาไม่เคยแพ้
เพราะไม่เคยลงสนาม
ไม่เคยเจ็บ
เพราะไม่เคยยอมเอาชีวิตไ ปแลก
เพลงนี้ไม่ได้สั่งสอนใคร
แค่วางความจริงไว้ตรงหน้า
ว่าคำแนะนำจากคน
ที่ยังเมาอยู่กับข้ออ้างของตัวเอง
มันไม่มีน้ำหนัก
ไม่ว่าคำพูดนั้นจะฟังดูฉลาดแค่ไหนก็ตาม
ถ้าฟังแล้วโกรธ
อย่าเพิ่งโทษเพลง
บางที…
มันอาจแค่เรียกชื่อคุณ
โดยไม่ต้องเอ่ยออกมา
(เพลงยังไม่จบแค่นี้
ไปต่อกันที่หน้าไบโอ)
ในชีวิตจริงหลายคนอาจเจอคำแนะนำหรือคำปรึกษาที่ฟังดูดีและมีตรรกะ แต่เมื่อลองพิจารณาให้ลึกลงไป บ่อยครั้งคำพูดเหล่านั้นมาจากคนที่ยังไม่ได้ผ่านประสบการณ์จริงหรือไม่เคยเผชิญกับความท้าทายในชีวิตอย่างแท้จริง ผมเองเคยต้องเจอกับคำพูดจากคนที่บอกว่าต้องทำแบบนี้แบบนั้น แต่พอถามกลับว่าพวกเขาเคยลองทำจริงๆ หรือไม่ กลับได้รับคำตอบที่คลุมเครือหรือเปลี่ยนเรื่องเสมอ ผมเชื่อว่าคำปรึกษาที่ดีที่สุดคือคำพูดที่มาจากประสบการณ์จริง เป็นสิ่งที่ผู้ให้คำปรึกษาได้ผ่านการลงสนามชีวิตและเรียนรู้ความล้มเหลวแล้ว จึงจะมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือ เพลงนี้ที่พูดถึงคนที่ "เมายาแก้ไอแทบทุกวัน" แต่กลับสอนคนอื่นเรื่องชีวิต หรือเรียกตัวเองว่า “ที่ปรึกษา” นั้น เป็นการสะท้อนความเป็นจริงที่บางครั้งผู้ให้คำแนะนำยังติดอยู่ในข้ออ้างหรือความฝันที่ไม่เคยลงมือทำจริง การฟังเพลงนี้จึงเหมือนเป็นการเผชิญหน้ากับแง่มุมชีวิตที่เราอาจมองข้าม หรือบางทีอาจเป็นการเตือนใจให้เราระวังและเลือกคำแนะนำจากคนที่มีความจริงใจและประสบการณ์จริง นอกจากนี้ เพลงยังเตือนให้เราพิจารณาคำพูดและแง่คิดต่างๆ ด้วยความละเอียดอ่อน เพราะบางทีความรู้สึกโกรธหรือสะดุดใจก็อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่า "เพลงหรือคำปรึกษานั้นกำลังเรียกชื่อเรา" โดยไม่ต้องเอ่ยออกมา เหมือนปลุกเราตื่นจากความฝันหรือข้ออ้างในชีวิต สุดท้ายผมอยากจะชวนให้ทุกคนใช้วิจารณญาณในการรับฟังคำแนะนำ ใช้ชีวิตด้วยความกล้าลงมือทำ ลงสนามจริง และพร้อมที่จะเรียนรู้จากความล้มเหลว เพราะนั่นคือหนทางที่แท้จริงในการเติบโตและครุ่นคิดอย่างแท้จริงจากภายในตัวเราเอง