สีดอทองม้วน นายต้องหายนะ✌️

ช้างป่าสลักพระ..!! สีดอทองม้วน..!! ช่วยกันแชร์เพื่อส่งกำลังใจแด่พ่อพลอยทองม้วน

@@สำนักข่าวกาญจน์ขอส่งกำลังใจแด่…สีดอทองม้วน..สู้..สู้..!! เปิดไทม์ไลน์ การรักษา สีดอทองม้วน@ช้างป่าสลักพระ@บ้านสลอบ บ่อพลอย กาญจนบุรี

@@สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ขอรายงานสรุปการรักษาอาการบาดเจ็บ ขาหลังด้านซ้ายของช้างป่า "สีดอทองม้วน" ดังนี้

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 นายสุทธิชัย โผภูเขียว หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าผาลาด และเจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่าชุดที่ 6 ว่า พบช้างป่า จำนวน 1 ตัว เพศผู้ อายุประมาณ 35 – 40 ปี มีอาการบวมที่บริเวณขาหลังด้านซ้าย ไม่พบร่องรอยบาดแผล ไม่สามารถยกขาเดินได้ โดยช้างป่าตัวดังกล่าวได้เดินลากขาไปกับพื้น บริเวณป่าเขาตะแคง ท้องที่บ้านสลอบ หมู่ที่ 14 ตำบลหนองกุ่ม อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี พิกัดที่ 47P 538208E 1577899N นอกพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ

👉​การรักษาช่วงที่ 1

- วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ร่วมกับนายสัตวแพทย์ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เข้าพื้นที่เป้าหมายเพื่อทำการรักษาสีดอทองม้วน โดยได้ยิงยาลดอักเสบ บิวทาซิล, ทามาดอล ร่วมกับยาฆ่าเชื้อเซฟาเลกซิน

👉​การรักษาช่วงที่ 2

- วันที่ 8 - 10 กรกฎาคม 2569 ทำการรักษาสีดอทองม้วน ต่อเนื่องช่วงที่ 2 โดยทีมสัตวแพทย์ได้ดำเนินการยิงยารักษา ได้แก่ ยาลดอักเสบบิวทาซิล, ยาฆ่าเชื้อเซฟาเลกซิน, ยาลดปวดทามาดอล รวมกับยาฆ่าเชื้อแบบกินคาวาม็อค และวิตามินรวม(เซ็นทรัม) ใส่ลงในกล้วยให้กิน

- วันที่ 11 – 16 กรกฎาคม 2569 ฝ่ายจัดการสุขภาพและคลินิกสัตว์ป่า ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่าชุดที่ 6 นำยา และอาหารให้สีดอทองม้วนกินด้วยการใส่ยาลงในผลไม้ ได้แก่ ยาลดอปวดทรามาดอล, ยาฆ่าเชื้ออะม็อกซีซิลลิน ผสมคลาวูลานิกเอซิด และวิตามินรวมเซ็นทรัม

👉​การรักษาช่วงที่ 3

- วันที่ 17 – 22 กรกฎาคม 2569 ทำการรักษาสีดอทองม้วน ต่อเนื่อง ช่วงที่ 3 ด้วยการยิงยาลดปวดทามาดอล และใส่ลงในผลไม้จำพวกกล้วย ได้แก่ ยาลดปวดไอบูโปรเฟน, ยาฆ่าเชื้ออะม็อกซีซิลินผสมคลาวูลานิกเอซิด ยาลดกรดไซเมทิดีน วิตามิน แคลเซียม และวิตามินรวมเซ็นทรัม

👉​การรักษาช่วงที่ 4

- วันที่ 22 - 25 กรกฎาคม 2569 ทำการรักษาสีดอทองม้วน ต่อเนื่องช่วงที่ 4 โดยการฉีดยาลดปวดทามาดอล และใส่ยาลงในผลไม้จำพวกกล้วย ได้แก่ ยาลดปวดไอบูโปรเฟน, ยาฆ่าเชื้ออะม็อกซีซิลินผสมคลาวูลานิกเอซิด ยาลดกรดไซเมทิดีน วิตามินแคลเซียม วิตามินรวมเซ็นทรัม วิตามิน FBC และฉีดพ่นยาบรรเทาปวดน้ำมันมวยบริเวณขาหลังข้างซ้าย (เช้าวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่พบกองมูลช้างหลายกองอยู่ใกล้บริเวณที่สีดอทองม้วน คาดว่ามีช้างมากกว่า 4 - 5 ตัว มาปรากฏตัว หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ได้สั่งการให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลสีดอทองม้วนอย่างใกล้ชิดในช่วงกลางวัน เนื่องจากสีดอทองม้วนออกมาอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา

- วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 สีดอทองม้วนไม่ได้รับยา และล้มตัวลงนอน มีอาการอ่อนแรงแต่ยังหายใจ

นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ร่วมกับนายสัตวแพทย์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการสุขภาพและคลินิกสัตว์ป่า ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ผู้นำชุมชนบ้านสลอบ นายวสันต์ สุจิรัตน์ อดีตกำนันตำบลช่องสะเดา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ

เข้าพื้นที่ทันที เพื่อรักษา "สีดอทองม้วน" ต่อเนื่อง โดยมีการรักษา ดังนี้

- ให้น้ำเกลือเข้าเส้นเลือด และใต้ผิวหนัง รวม 37 ขวด

- ให้วิตามินเฟอร์คอบแซง และ วิตามินคาโตซาล รวม 2 ขวด

- ให้ยาลดอักเสบบิวทาซิล 1 ขวด

- ให้ยาปฏิชีวนะเพนสเต็บ 1 ขวด

- ให้ยาลดปวดทรามาดอล 10 มิลลิลิตร

- ล้างแผลด้วยเบตาดีน ฉีดพ่นด้วยเนกาซันกันแมลง และสเปรย์ยาม่วงเจนเชียนไวโอเลต

วันที่ 28 กรกฎาคม 2569

1. ให้น้ำเกลือเข้าเส้นเลือด และน้ำเกลือเข้าใต้ผิวหนังอย่างต่อเนื่อง รวม 93 ขวด มีการให้น้ำตาลกลูโคส วิตามินรวมบีคอมเพล็ก

2. ให้ยาลดการอักเสบฟลูนิซิน ยาปฏิชีวนะเพนสเต็บ ยาลดปวดทรามาดอล ให้ยาลดกรดไซเมทิดีน แคลเซียมแบบเม็ดกิน และวิตามินรวมเซ็นทรัม

3. ทายาลดอักเสบไดฟีลีนและน้ำมันมวย ที่ขาหลังทั้ง 2 ข้าง และทำแผลบริเวณฝ่าเท้าขวาหลังด้วยเบตาดีนพ่นด้วยเนกาซันกันแมลง และสเปรย์ยาม่วงเจนเชียนไวโอเลต

คณะเจ้าหน้าที่มีความเห็นว่า อาการโดยรวมยังคงทรงตัว กินอาหารจำพวกข้าวโพด อ้อย กล้วย ได้มากขึ้นแต่ปริมาณอาหารที่ได้รับยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน จึงยังจำเป็นต้องได้รับการติดตามภาวะโภชนาการ และการฟื้นฟูสภาพร่างกายอย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าสาเหตุของการบาดเจ็บที่บริเวณขาหลังด้านซ้าย เกิดจากการต่อสู้หรือทำร้ายกันเองในฝูงช้างป่า

วันที่ 29 กรกฎาคม 2569

1. ให้น้ำเกลือเข้าเส้นเลือด และน้ำเกลือเข้าใต้ผิวหนังอย่างต่อเนื่อง รวม 82 ขวด มีการให้น้ำตาลกลูโคส วิตามินคาโตซาน ให้ยาลดการอักเสบบิวทาซิล ยาปฏิชีวนะเพนสเต็บ ยาลดปวดทรามาดอล ให้ยาลดกรดไซเมทิดีน แคลเซียมแบบเม็ดกิน

2. ทายาลดอักเสบไดฟีลีนและน้ำมันมวย ที่ขาหลังทั้ง 2 ข้าง

3. ทำแผลบริเวณฝ่าเท้าขวาหลังด้วยเบตาดีนพ่นด้วยเนกาซันกันแมลง และสเปรย์ยาม่วงเจนเชียนไวโอเลต

4. การกินอาหารวันนี้ ได้แก่ ข้าวโพด อ้อย กล้วย ยังคงกินได้ แต่ปริมาณอาหารที่ได้รับยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

5. ทำการเอ็กซเรย์บริเวณขาหลังซ้ายที่บวม ไม่พบการแตกหักของกระดูกขาด้านล่าง แต่ไม่สามารถเอ็กซเรย์ขาด้านบนได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อขามีความหนามาก

6. อาการโดยรวมทรงตัว ช้างยังไม่สามารถพยุงตัวเองให้นอนตั้งหัวได้ ยังจำเป็นต้องได้รับการติดตามภาวะโภชนาการ และการฟื้นฟูสภาพร่างกายอย่างต่อเนื่อง

7. ทีมงานพิจารณาเตรียมวางแผนพลิกตัว พยุงร่างกายสีดอม้วนเพื่อป้องกันแผลกดทับ โดยใช้รถหน้าตักหลังขุดของเขตฯ สลักพระ ในการปฏิบัติงานต่อไป

ทั้งนี้ เขตฯ สลักพระ มีการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้

1. ได้รับการสนับสนุนเวชภัณฑ์ ประเภท น้ำเกลือล้างแผล จำนวน 5 ลัง จากเจ้าหน้าที่ทหารกรมทหารราบที่ 19

2. ได้ประสานงานขอความอนุเคราะห์บุคลากรและเครื่องอัลตร้าซาวด์ จาก คณะสัตวแพทย์มหาวิทยาลัยมหิดล

3. ได้ประสานงานกับ รพ.พหลพลพยุหเสนา เพื่อขอความอนุเคราะห์เวชภัณฑ์ ประเภทน้ำเกลือฉีดเข้าร่างกาย จำนวนหนึ่ง

4. นายวสันต์ สุนจิรัตน์ และประชาชนทั่วไป สนับสนุนกล้วยและข้าวโพดสำหรับช้าง จำนวนหนึ่ง

ตลอดการรักษา เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ได้จัดกำลังเฝ้าดูอาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ได้วางแผนการรักษา โดยให้เจ้าหน้าที่คอยติดตามดูอาการบาดเจ็บ ลักษณะการเดิน ใช้โดรนบินตรวจสอบ และให้ยาใส่ในกล้วยน้ำว้ากินตามที่กำหนด ทั้งนี้ ระหว่างการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พบปัญหาอุปสรรค เนื่องจากมีช้างป่าตัวอื่น ประมาณ 4 - 5 ตัว อยู่บริเวณใกล้เคียง เจ้าหน้าที่จึงต้องปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก ติดตามอาการโดยสังเกตจากระยะไกลด้วยสายตา หรือใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน)

7/31 แก้ไขเป็น