วิธีใช้ สูตร EDate ไว้ทำวันที่กำหนดชำระแบบไวๆ Excel #creatorsearchinsights #iwasjame #office #tiktokuni #คลิปนี้ต้องฟีด #excelspreadsheet #exceltricks #exceltips #excel
EDATE คือฟังก์ชันใน Excel ที่ใช้ “เลื่อนเดือน” จากวันที่ที่กำหนดไปข้างหน้าหรือถอยหลังตามจำนวนเดือนที่ระบุ แล้วคืนค่าออกมาเป็น “วันที่” ใหม่ค่ะ เราชอบใช้มากเวลาอยากทำตารางวันกำหนดชำระ/วันครบกำหนด (due date) แบบไวๆ เพราะไม่ต้องมานั่งนับเดือนเองให้พลาด รูปแบบสูตรคือ EDATE(start_date, months) - start_date = วันที่ตั้งต้น (จะพิมพ์เป็นวันที่ หรืออ้างอิงเซลล์ที่เป็นวันที่) - months = จำนวนเดือนที่ต้องการเลื่อน (เลขบวกคือเพิ่มเดือน, เลขลบคือถอยเดือน) ตัวอย่างที่เราใช้บ่อยกับงาน “วันกำหนดชำระ” 1) ถ้า A2 เป็นวันที่ออกบิล/วันที่เริ่มต้น เช่น 15/01/2026 และต้องการครบกำหนดชำระอีก 1 เดือน พิมพ์: =EDATE(A2,1) ผลลัพธ์จะได้วันที่ 15/02/2026 2) งานผ่อนชำระรายเดือน 6 งวด อยากสร้างวันครบกำหนดแต่ละงวด - งวดที่ 1: =EDATE($A$2,1) - งวดที่ 2: =EDATE($A$2,2) ลากลงมาได้เลย จะได้วันกำหนดชำระเพิ่มทีละเดือนแบบอัตโนมัติ 3) กรณีต้องการถอยหลัง เช่น หาวันก่อนหน้า 3 เดือนเพื่อเช็คย้อนหลัง =EDATE(A2,-3) ข้อควรระวังที่เจอบ่อย (แล้วทำให้หลายคนคิดว่าสูตรไม่ทำงาน) - เซลล์วันที่ต้องเป็น “วันที่จริง” ไม่ใช่ข้อความ: ถ้าพิมพ์วันที่แล้วชิดซ้ายหรือคำนวณไม่ได้ ลองเปลี่ยนรูปแบบเป็น Date หรือใช้ DATEVALUE ช่วยแปลง - เรื่องสิ้นเดือน: ถ้า start_date เป็นวันที่ 31 แล้วเดือนถัดไปไม่มีวันที่ 31 (เช่น ก.พ.) Excel จะปรับเป็น “วันสุดท้ายของเดือนนั้น” ให้เอง เช่น 31/01 + 1 เดือน จะได้ 28/02 หรือ 29/02 ในปีอธิกสุรทิน ทิปเล็กๆ ให้ตารางอ่านง่ายขึ้น - ตั้งรูปแบบวันที่เป็น dd/mm/yyyy หรือแบบที่บริษัทใช้ให้เหมือนกันทั้งคอลัมน์ - ถ้าอยากให้แสดงคำว่า “ครบกำหนดชำระ” คู่กับวันที่ ใช้การจัดรูปแบบเซลล์ (Custom) หรือใช้ TEXT เช่น: ="ครบกำหนดชำระ "&TEXT(EDATE(A2,1),"dd/mm/yyyy") สรุปคือ EDATE คือสูตรเลื่อน “เดือน” ที่เหมาะมากสำหรับทำวันกำหนดชำระใน Excel แบบเร็วและลดความผิดพลาดจากการนับเองค่ะ
