ประโยคนี้จริงมาก 10000%

“นอกจากความเก่ง ความสามารถ และความขยันแล้ว”

ก็ยัง เชื่อว่า .. “ การไม่คิดร้าย ไม่เอาเปรียบ และไม่แทงข้างหลังใคร”เป็นเกาะป้องกัน และนำพาเรามาถึงทุกวันนี้ได้

คนไม่เห็น แต่เทวดาเห็น 🤍

พออายุ 40 แล้ว

ฉันไม่อนุญาตให้ตัวเองทุกข์กับเรื่องเดิมๆอีก

ที่ผ่านมา เราเสียเวลา เสียใจ

และแบกเรื่ิองไม่จำเป็นมามากพอละ

คนที่ไม่เห็นค่า เรื่องที่ควรปล่อย

และความคิดที่ทำร้ายตัวเอง มันไม่คุ้มที่ต้องเอามาใส่ใจอีก จากนี้ขอเลือกความสบายใจเป็นหลัก

ตัดสิ่งที่หนักออกแล้วใช้ชีวิตในแบบที่ใจไม่ต้องฝืน

เพราะการโตขึ้น ไม่ใช่แค่แก่ลง

แต่คือการ “รู้ว่าอะไรไม่ควรเอามาเป็นทุกข์อีกต่อไป“

ไม่คิดร้าย ไม่อิจฉา ไม่แข่งกับใคร

เลือกอยู่ในทางของตัวเองแบบสงบ

ใจดีได้โดยไม่ต้องฝืน

มีขอบเขต พอจะไม่ให้ใครล้ำเส้น

ชีวิตฉันไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรกับใครทั้งนั้น

เพราะใช้ชีวิตได้ดีในแบบของตัวเอง พอใจกับชีวิตตัวเองแล้ว “ความเงียบสงบนิ่งที่มีสติ ทรงพลังกว่าความพยายามชนะคนทั้งโลก”

✌️🤍

5/13 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเมื่อเข้าสู่วัย 40 หลายคนจะเริ่มมองชีวิตด้วยมุมมองที่ลึกซึ้งขึ้น และเริ่มให้ความสำคัญกับความสงบภายในจิตใจมากกว่าความทะเยอทะยานหรือความเร่งรีบที่เคยมีมาในอดีต ความรู้สึกว่าสิ่งที่เราเคยคิดว่าสำคัญอย่างการแข่งขัน การพิสูจน์ตัวเอง หรือแม้แต่ความคาดหวังจากคนรอบข้าง อาจไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงนั้น ชัดเจนขึ้น การเรียนรู้ที่จะปล่อยวางเรื่องราวเดิม ๆ ที่ทำร้ายใจ ทำให้ชีวิตเรามีพื้นที่มากขึ้นในการโฟกัสกับสิ่งที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์จริง ๆ ตัวอย่างเช่น การไม่คิดร้าย ไม่อิจฉา และไม่แข่งกับใครเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเครียดและผลักดันให้เรามีความสงบในใจ ซึ่งสามารถช่วยให้เราสามารถพัฒนาตัวเองในด้านอื่น ๆ ได้ดีขึ้นโดยไม่สร้างภาระใจที่ไม่จำเป็น การมีขอบเขตที่ชัดเจนและใจดีโดยไม่ต้องฝืน ยังช่วยให้ความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่นแข็งแรงและเป็นสุขมากขึ้น เพราะเรารู้จักรักษาตัวเองและเคารพผู้อื่นในทางที่เหมาะสม หลายคนอาจจะสงสัยว่าการไม่อยากพิสูจน์อะไรกับใครหมายความว่าอย่างไร จริง ๆ แล้วมันคือการยอมรับในตัวเอง พอใจกับสิ่งที่เป็น และเลือกที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ทำให้เรามีความสุขโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับผู้อื่น ความเงียบสงบที่มีสติเป็นพลังที่ช่วยให้เราสามารถเดินหน้าชีวิตด้วยความมั่นคงโดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง จากประสบการณ์ตรง สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือการลดละสิ่งที่ไม่จำเป็น และโฟกัสกับความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้เวลากับครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่การมีเวลาสำหรับตัวเองเพื่อทบทวนและเติมพลังใจ สิ่งเหล่านี้สร้างความอิ่มเอมใจที่เหนือกว่าความสำเร็จทางวัตถุหรือการยอมรับจากผู้อื่น สำหรับใครที่กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าหรือสับสนกับเส้นทางชีวิต การเรียนรู้ที่จะปล่อยวางและเลือกใช้ชีวิตอย่างมีสติตามใจที่แท้จริง อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เรากลับมาพบความสุขที่แท้จริงได้อีกครั้ง