Automatically translated.View original post

Let's stop looking at the picture here and think about the actual numbers in our current Thailand...

Let's stop looking at the picture here and think about the actual numbers in our current Thailand... 🇹🇭📊

You know, Thailand is facing a "Thailand Dependency Crisis," where the graph is rising steeply, something that has nothing to block:

📈 Dependency Ratio (2024): Moving up to 63.7 per 100 working-age population, a remarkable increase of + 23.6 since 2014, and it is predicted that it may surpass 80 + by 2050!

📉 Twisted Proportion: The Total Fertility Rate plummeted to 1.08, which is below the natural replacement level, while the elderly population (60 years and over) has already surpassed 20.3% of the total population.

The key question is: "How can present and future working people bear this pressure?"

When people pay less tax and drive the manufacturing sector, but the burden of welfare, pensions and public health is rising to a hundred million light-years high, what we need to do is not just realize, but adapt (Prepare • Adapt • Prosper) to make our country's Matrix system and personal wealth portfolio float above this volatility in the most sustainable way! 🧠⚡👑

Hashtag:

# ThailandDependencyCrisis # Population structure crisis # The oldest society # Little born child # Working people carrying broken backs# Think for the future # Statistics Thailand # Macro analysis # Prepare before the crisis

6/2 Edited to

... Read moreเมื่อพูดถึงวิกฤตอัตราส่วนพึ่งพิงในประเทศไทย ซึ่งตัวเลข Dependency Ratio พุ่งสูงถึง 63.7 ต่อประชากรวัยทำงาน 100 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่า คนทำงานมีจำนวนลดลงในขณะที่คนสูงวัยและเด็กที่ต้องพึ่งพิงมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก เป็นปัญหาสำคัญที่สะท้อนถึงความท้าทายของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคตอันใกล้ ในฐานะผู้ที่ทำงานและใช้ชีวิตในสังคมไทย ผมเห็นว่าการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุเกิน 20.3% ของประชากรทั้งหมด เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบสวัสดิการและสุขภาพจะต้องได้รับการเตรียมพร้อมอย่างจริงจัง ภาระในการดูแลและสนับสนุนทางการเงินจะตกอยู่บนบ่าของคนวัยทำงานรุ่นปัจจุบันและอนาคตมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นอกจากนี้ อัตราการเจริญพันธุ์ที่ต่ำกว่า 1.08 ยังบ่งชี้ว่าจำนวนเด็กในอนาคตจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้แรงงานและผู้จ่ายภาษีในรัฐมีจำนวนลดน้อยลง การพึ่งพิงภายนอก เช่น การจ้างแรงงานต่างชาติ อาจกลายเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ก็ต้องร่วมกับนโยบายที่สนับสนุนการเติบโตของประชากรแท้จริง จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเห็นว่าในภาคธุรกิจและการวางแผนการเงินส่วนตัว เราต้องเตรียมความพร้อมด้านการออมและการลงทุนที่ยั่งยืน รวมถึงการเสริมสร้างทักษะใหม่ๆ เพื่อปรับตัวในยุคที่แรงงานอาจลดลง แต่ความต้องการด้านสาธารณสุขและบริการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในระดับชาตินั้น รัฐควรเร่งพัฒนานโยบายสังคมสูงวัย เช่น การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ การสร้างงานและกิจกรรมหลังเกษียณ รวมไปถึงการปฏิรูประบบสวัสดิการที่มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับภาระที่เพิ่มขึ้นอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน สุดท้ายแล้ว ทุกคนในสังคมควรเริ่มตระหนักและเตรียมตัวรับมือกับวิกฤตนี้โดยเร็ว เพราะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ความร่วมมือและการปรับตัวอย่างมีวิสัยทัศน์จะช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคงและเจริญก้าวหน้าในอนาคต