Automatically translated.View original post

Cleansing wipe the face must be repeated! ⭐🍎

8/6 Edited to

... Read moreใครกำลังหาข้อมูล “คลีนซิ่ง glad2glow” หรือสงสัยว่า “glad2glow สีเขียว ช่วยอะไร” เรามาสรุปแบบอ่านง่ายจากที่ลองใช้เองค่ะ (เป็น Cleansing Micellar Water) อย่างแรกที่ชอบคือฟีลลิ่งหลังเช็ด หน้าสะอาดแบบไม่ต้องถูแรง ๆ และไม่ทิ้งความเหนอะหนะ ทำให้เหมาะกับวันที่แต่งหน้าบาง ๆ หรือวันที่รีบ ๆ แต่อยากเช็ดให้จบในขั้นตอนเดียว (แต่ถ้าแต่งหน้าหนักมาก ยังแนะนำให้เช็ดซ้ำหรือทำความสะอาด 2 รอบนะ) ความต่างของ 2 สูตรที่รู้สึกได้ 1) Glad2Glow “สีชมพู” เหมาะกับใคร? - ถ้าผิวค่อนข้างปกติ ไม่ได้มีสิวอักเสบหนัก ๆ หรือไม่ได้แพ้ง่ายมาก - วันที่ผิวโอเค แค่อยากเช็ดครีมกันแดด/เมคอัพเบา ๆ ให้สะอาด - ฟีลหลังเช็ดจะสบายผิว ใช้ได้เป็นเดลี่คลีนซิ่ง 2) Glad2Glow “สีเขียว” ช่วยอะไร? - ส่วนตัวช่วงที่เป็นสิวเป็นจุด ๆ จะหยิบสีเขียวบ่อยกว่า เพราะรู้สึกว่าอ่อนโยนกับผิวที่กำลังงอแง - เหมาะกับคนที่มีสิว/แพ้ง่าย ต้องการคลีนซิ่งที่เช็ดแล้วไม่แสบ ไม่ตึง ไม่ทำให้หน้าแดงง่าย - จุดสำคัญของสีเขียวสำหรับเรา คือช่วยให้ “การเช็ดทำความสะอาด” เป็นขั้นตอนที่ไม่ไปรบกวนผิวเพิ่ม เพราะตอนเป็นสิว ผิวจะไวมาก ถ้าถูแรงหรือใช้คลีนซิ่งไม่ถูกกับผิว สิวชอบเห่อ ทริคการใช้ให้เช็ดสะอาดขึ้น (ลดการถูหน้า) - เทคลีนซิ่งให้ชุ่มสำลี แล้วแปะค้างไว้ 5–10 วินาทีก่อนปาด โดยเฉพาะบริเวณแก้ม/คางที่มีสิว - ถ้าแต่งหน้า ให้แยกสำลี “รอบแรก” กับ “รอบสอง” จะสะอาดกว่า - หลังเช็ดคลีนซิ่ง แนะนำล้างหน้าต่อด้วยเจลล้างหน้าที่อ่อนโยนอีกที เพื่อกันคราบตกค้าง สรุปเลือกสีไหนดี? - อยากได้สูตรใช้ได้ทุกวัน ผิวทั่วไป: เริ่มที่ “สีชมพู” - ช่วงสิวขึ้น ผิวแพ้ง่าย หรืออยากได้ความอ่อนโยนเป็นพิเศษ: “สีเขียว” จะตอบโจทย์กว่า ถ้ายังเลือกไม่ได้จริง ๆ แบบเรา ก็มี 2 สูตรให้เลือก เลยจัดคู่ไว้ใช้สลับตามสภาพผิวในแต่ละวันค่ะ