ตั้งใจแผ่เมตตา
แต่ทำไมกลายเป็นว่า
เจอเจ้าตัวแล้วรู้สึก
เกลียดหน้าหนักขึ้น?
แผ่เมตตา
คือแผ่สุขที่มีอยู่จริง
ออกไปให้ใครคนหนึ่ง
หรือใครก็ได้ไม่จำกัด
พูดง่ายๆ
เป็นการขยายขอบเขตความสุขไปให้คนอื่น
คล้ายคนมีแสงเทียนอยู่ในมือ
แล้วเอาเปลวไปต่อแสงให้เทียนอื่นไม่จำกัด
อย่างเช่นที่พระพุทธเจ้าสอนจริงๆ
คือ โกรธใคร พยาบาทอาฆาตแค้นใคร
ให้เห็นว่าจิตกำลังป่ว ยเป็นโรค
พิจารณาว่าหายจากโรคได้
ด้วยการวางความโกรธได้ ใจก็หายป่วย
กลับมาเป็นสุข
และเมื่อเป็นสุขแล้ว ก็ให้แผ่รสสุข
อันเกิดจากการมีใจไม่คิดเบียดเบียนกันนั้น
ไปตลอดทุกทิศทุกทาง
ใครทำถูก ก็จะเกิดประสบการณ์สุขยิ่งใหญ่
ใครทำประจำ ก็จะโกรธยากหายง่าย
แต่ในทางปฏิบัติ
เกือบร้อยทั้งร้อยที่ถูกฝึกให้ท่องสัพเพสัตตาฯ
ไม่ได้มีความสุขเป็นทุน
ส่วนใหญ่นึกว่า แค่หลับตาท่องสัพเพสัตตาฯแล้ว
ก็ถือว่าได้แผ่เมตตาแล้ว
ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
อะไรๆเกิดจากใจ
ขอให้ทราบว่า
ถ้าใจกำลังฟุ้งยุ่งแล้วคิดแผ่เมตตาให้ใคร
ก็เท่ากับแผ่ความฟุ้งยุ่งให้คนนั้น
หรือถ้ากำลังโกรธใคร
ใจกำลังเป็นทุกข์เพราะคนคนนั้น
แล้วคิดแก้โกรธ คิดแก้ทุกข์
ด้วยการแผ่เมตตาออกไปให้เข าคนนั้น
นั่นก็ยิ่งเท่ากับแผ่กระแสโทสะร้อนๆ
ออกไปกระแทกใจเขาให้ร้อนวูบร้อนวาบตาม
หากใครเคยมีประสบการณ์
เจอคนโกรธใส่แล้วเหมือนมีกระแสร้อนๆออกมาเผา
จะเข้าใจได้ว่า ‘แผ่โทสะ’ เป็นอย่างไร
ตัวเราเอง ถ้ายิ่งแผ่ ยิ่งเป็นทุกข์
ก็ไม่น่าสงสัยว่าทำไมเจอหน้าตัวจริง
แล้วจึงเกิดความรู้สึกเกลียดหนักขึ้น
เหตุก็เพราะเราขยายขนาดโทสะใส่เขา
ตอน ‘นึกว่าแผ่เมตตา’ แบบผิดๆนั่นเอง!
Cr. เพจ #Dungtrin
















































